Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 49 หน้าที่ 102

เล่ม มมร. 49 หน้า 102 ข้อ 95
รื่นรมย์ น่าชมเชย. บทว่า กิสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ ความว่า นี้เป็น ผลของกรรมเช่นไร คือ เป็นผลของทานมัย หรือของศีลมัย. นางเทพธิดานั้น ถูกพวกพ่อค้านั้นถามอย่างนี้แล้ว เมื่อ จะบอกผลกรรมทั้ง ๒ อย่างนั้นว่า นี้เป็นผลของกุศลกรรมนิดหน่อย ที่ดิฉันกระทำไว้เป็นอันดับแรก แต่สำหรับอกุศลกรรม จักเป็นเช่นนี้ ในนรกต่อไป ดังนี้ จึงได้กล่าวคาถาทั้งหลายว่า :- เมื่อดิฉันเป็นมนุษย์อยู่นั้น มีจิตเลื่อมใส ได้ถวายแป้งคั่วอันเจือด้วยน้ำมัน แก่ภิกษุผู้เที่ยว บิณฑบาต มีจิตซื่อตรง ดิฉันได้เสวยวิบากแห่ง กุศลกรรมนั้น ในวิมานนี้ สิ้นกาลนาน ก็ผลบุญ นั้น เดี๋ยวนี้ ยังเหลืออยู่นิดหน่อย พ้น ๔ เดือนไป แล้ว ดิฉันจักจุติจากวิมานนี้ จักไปตกนรกอันเร่า ร้อนแสนสาหัส มี ๔ เหลี่ยม ๔ ประตู แบ่งเป็น ห้อง ๆ ล้อมด้วยกำแพงเหล็ก ครอบด้วยแผ่น เหล็ก พื้นแห่งนรกนั้น ล้วนแล้วด้วยเหล็กแดง ลุกเป็นเปลวเพลิง ประกอบด้วยความร้อน แผ่ไป ตลอด ๑๐๐ โยชน์โดยรอบ ตั้งอยู่ทุกเมื่อ ดิฉันจัก ต้องเสวยทุกขเวทนาในนรกนี้น ตลอดกาลนาน ก็การเสวยทุกข์เช่นนี้ เป็นผลของกรรมชั่ว เพราะ ฉะนั้นดิฉันจึงเศร้าโศกอย่างแรงกล้า ที่จะไปเกิด ในนรกนั้น.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka