Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 49 หน้าที่ 231

เล่ม มมร. 49 หน้า 231 ข้อ 105
ข้าพระองค์เป็นผู้อันพระองค์ ยังพระอริยสงฆ์ ให้อิ่มหนำ ด้วยไทยธรรมมีข้าวและน้ำ และ ผ้าผ่อนเป็นต้น เป็นอันมาก จึงได้อิ่มหนำแล้ว เนือง ๆ บัดนี้ ข้าพระองค์มีความสุขแล้ว จึง ขอทูลลาพระองค์ไป. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตมโวจ ราชา ความว่า พระเจ้า- อชาตศัตรูได้ตรัสสั่งเปรตนั้น ผู้ยืนกล่าวอยู่อย่างนั้น. บทว่า อนุภวิยาน ตมฺปิ ความว่า เสวยทานแม้นั้นที่ธิดาของท่านเข้าไป ตั้งไว้. บทว่า เอยฺยาสิ แปลว่า พึงมา. บทว่า กริสฺสํ แปลว่า จัก กระทำ. บทว่า อาจิกฺข เม ตํ ยทิ อตฺถิ เหตุ ความว่า ถ้าคำอะไร มีเหตุที่ควรเชื่อได้จงบอกเล่าแก่เรา. บทว่า สทฺธายิตํ แปลว่า ควรเชื่อได้. บทว่า เหตุวโจ. ได้แก่ คำที่ควรแก่เหตุ. อธิบายว่า ท่านจงกล่าวคำที่มีเหตุว่า เมื่อบำเพ็ญทานในที่ชื่อโน้น โดยประการ โน้น จะสำเร็จแก่เรา. บทว่า ตถาติ วตฺวา ความว่า จูฬเศรษฐีเปรตทูลรับพระ- ดำรัสแล้ว. บทว่า ตตฺถ ได้แก่ ในที่เป็นที่อังคาสในอันธกวินทนคร นั้น. บทว่า ภุญฺชึสุ ภตฺตํ น จ ทกฺขิณารหา ความว่า พราหมณ์ ผู้ทุศีลบริโภคภัตตาหารแล้ว แต่ว่าพราหมณ์บริโภคนั้น เป็นผู้ ไม่ควรทักษิณา ไม่มีศีล. บทว่า ปุนาปรํ ความว่า ภายหลัง จูฬเศรษฐีเปรตกลับมายังกรุงราชคฤห์อีก.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka