Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 49 หน้าที่ 482

เล่ม มมร. 49 หน้า 482 ข้อ 121
ได้แก่ มีความเศร้าหมองด้วยกายและวาจา ด้วยอำนาจปาณาติบาต เป็นต้น. บทว่า อาสมานา ได้แก่ หวัง คือ ปรารถนา. เมื่อเปรตแสดงจำแนกกรรมและผลแห่งกรรมโดยสังเขป อย่างนี้แล้ว พระราชาไม่ทรงเชื่อข้อนั้น จึงตรัสคาถาว่า :- เราจะพึงรู้เรื่องนั้นได้อย่างไรว่า นี้เป็น ผลแห่งกรรมดีและกรรมชั่ว หรือเราจะพึงเห็น อย่างไร จึงจะเชื่อถือได้ หรือแม้ใครจะพึงทำ ให้เราเชื่อถือเรื่องนั้นได้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตํ กินฺติ ชาเนยฺยมหํ อเวจฺจ ความว่า เราจะพึงเชื่อโดยไม่มีผู้อื่นเป็นปัจจัย ถึงวิบากของกรรมดี และกรรมชั่วที่เธอกล่าวจำแนกไว้โดยนัยมีอาทิว่า ต้นมีความ ดำริชั่วย่อมเศร้าหมองด้วยกายและวาจา และโดยนัยมีอาทิว่า ก็คนเหล่าอื่นย่อมปรารถนาสุคติ ดังนี้นั้นได้อย่างไร คือโดยเหตุไร. บทว่า กึ วาหํ ทิสฺวา อภิสทฺทเหยฺยํ ความว่า เราเห็นอย่างไร อันเป็นตัวอย่างที่ประจักษ์จะพึงเชื่อได้. บทว่า โก วาปิ มํ สทฺทหาเปยฺย มํ ความว่า หรือใครเป็นวิญญูชน คือ เป็นบัณฑิต จะพึงให้เราเชื่อข้อนั้น ท่านจงแนะนำบุคคลนั้น. เปรตได้ฟังดังนั้น เมื่อจะประกาศเรื่องนั้นแก่พระราชานั้น โดยเหตุ จึงได้กล่าวคาถาว่า :- พระองค์ได้ทรงเห็นแล้วและได้สดับแล้ว ก็ จงเชื่อเถิดว่า นี้เป็นผลแห่งกรรมดีและกรรมชั่ว
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka