Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 49 หน้าที่ 583

เล่ม มมร. 49 หน้า 583 ข้อ 132
ก็แลเปรตนั้น ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงนำพ่อค้าเหล่านั้น ไปแสดงทรัพย์ ๕๐๐ กหาปณะนั้น แล้วกล่าวว่า ขอท่านจงรับเอา กึ่งหนึ่งจากส่วนนี้ จงให้แก่ธิดาของเรา ด้วยประสงค์ว่า นางจง ชำระหนี้ ที่เรากู้เขามากึ่งหนึ่งตัวจงเป็นอยู่สบายเถิด. พ่อค้า ถึงกรุงสาวัตถี โดยลำดับแล้ว จึงบอกแก่ธิดาของเปรตนั้นแล้ว ได้ให้ส่วนที่เปรตนั้น ได้ให้แก่ตน แก่นางนั่นเอง. นางได้ใช้หนี้ ทรัพย์ ๑๐๐ กหาปณะ แก่พวกเจ้าหนี้ นอกนั้น ได้ให้แก่กฏุมพีนั้น ผู้เป็นสหายบิดาตน ส่วนตนเองทำการขวนขวายอยู่อาศัย. กฏุมพี นั้น ได้ให้คืนแก่นางนั้นนั่นเอง ด้วยพูดว่า จงเป็นทรัพย์ของตัวเธอ ทั้งหมดเถอะ แล้วแต่งงานนางกับุตรคนโตของตน. เมื่อกาลผ่านไป นางได้บุตรคนหนึ่ง เมื่อจะล้อเล่นกับบุตร จึงกล่าวคาถานี้ว่า :- ขอท่านทั้งหลาย จงดูผลทาน ที่จะพึงเห็น เอง และผลแห่งความข่มใจ ความสำรวม เรา เป็นทาสีอยู่ในตระกูลของลูกเจ้า บัดนี้ มาเป็น ลูกสะใภ้ เป็นใหญ่ในตระกูล ภายหลังวันหนึ่ง พระศาสดา ทรงตรวจดูนางว่ามีญาณ แก่กล้า จึงทรงแผ่พระรัศมีไปแสดงพระองค์ให้ปรากฏ ประหนึ่ง ประทับอยู่เฉพาะหน้า แล้วได้ตรัสพระคาถานี้ความว่า :- ความประมาท ย่อมครอบงำ บุคคลผู้ติด อยู่ในความยินดียินร้าย ในความรักความชัง
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka