Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 50 หน้าที่ 221

เล่ม มมร. 50 หน้า 221 ข้อ 174
เกิดในตระกูลที่มั่งคั่ง ในเวฬุกัณฎกนคร ในพุทธุปบาทกาลนี้ เขาได้มีนามว่า " สุทันตะ". อาจารย์บางพวกเรียกว่า "วาสุละ". เขาเป็นสหายรักของท่าน พระกุมาบุตรเถระ (เคย) ท่องเที่ยว (มาด้วยกัน ) ฟังข่าวว่า กุมาบุตรกุมาร บวชแล้ว คิดว่า ก็กุมาบุตรกุมารบวชแล้วในพระธรรมวินัยใด ธรรมวินัย นั้นคงไม่ต่ำต้อยเป็นแน่ ดังนี้แล้ว ด้วยความผูกพันในท่านพระกุมาบุตรเถระ ผู้เคยเป็นสหายรักนั้น ก็มีความประสงค์จะบวชแม้ด้วยตนเอง เข้าไปสู่สำนัก ของพระบรมศาสดาแล้ว. พระบรมศาสดาทรงแสดงธรรมแก่เขาแล้ว เขาเกิดมี ฉันทะในบรรพชาเหลือประมาณ บวชแล้ว เป็นผู้ขวนขวายในภาวนาอยู่ท้ายภูเขา ร่วมกับพระกุมาบุตรเถระนั่นแหละ. ก็โดยสมัยนั้น ภิกษุมากรูปด้วยกัน เที่ยว จาริกไปยังชนบท ในชนบทต่าง ๆ ไปบ้าง มาบ้าง เข้าไปถึงที่นั้นแล้ว. ด้วยเหตุนั้น จึงเกิดโกลาหลขึ้นที่ท้ายภูเขานั้น. พระสุทันตเถระเห็นดังนั้น ก็ เกิดความสลดใจว่า ภิกษุเหล่านี้ บวชในพระศาสนาที่เป็นนิยยานิกธรรม ระเริงไปกับวิตกในชนบท ย่อมทำจิตที่เป็นสมาธิให้เคลื่อนคลาด กระทำความ สังเวชนั้นแหละให้เป็นขอสับ ฝึกจิตของตนได้ภาษิตคาถาว่า ภิกษุทั้งหลายไม่สำรวม กาย วาจา ใจ พากัน เที่ยวไปสู่ชนบทต่าง ๆ ทอดทิ้งสมาธิ การเที่ยวไปสู่ แคว้นต่าง ๆ จักสำเร็จประโยชน์อะไรเล่า เพราะ ฉะนั้น ภิกษุพึงกำจัดความแข่งดี อย่าให้มิจฉาวิตก และกิเลส มีตัณหาเป็นต้นครอบงำ พึงเจริญฌาน ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นานาชนปทํ ได้แก่ชนบทที่แตกต่างกัน ลักษณะต่าง ๆ กัน. อธิบายว่า ได้แก่แคว้นเป็นอเนก มีแคว้นกาสี และ แคว้นโกศลเป็นต้น.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka