Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 50 หน้าที่ 427

เล่ม มมร. 50 หน้า 427 ข้อ 227
พระศาสดาทรงตรวจดูอัธยาศัยของเขาแล้ว ทรงแสดงธรรมอนุโลม ตามอัธยาศัย อันเป็นเหตุให้เขาได้ศรัทธา และความสลดใจในสงสาร เขาได้ มีศรัทธาจิต เกิดความสังเวชแล้ว บวช อยู่อย่างคนเกียจคร้านตลอดเวลา เล็กน้อย เพราะญาณยังไม่แก่กล้า เป็นผู้อันพระศาสดาทรงแสดงพระธรรม เทศนาเร่งเร้าให้อาจหาญอีก จึงเรียนกรรมฐาน หมั่นขวนขวายในกรรมฐาน บรรลุพระอรหัตต่อกาลไม่นานนัก. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ใน อปทานว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า อัตถ- ทัสสี ผู้สูงสุดกว่านระ ปรินิพพานแล้ว เราให้ช่าง ทำฉัตรเป็นชั้น ๆ บูชาไว้ที่พระสถูป ได้มานมัสการ พระพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลก ตามกาลอันสมควร ให้ทำหลังคาดอกไม้บูชาไว้ที่ฉัตร ตลอดเวลา ๑,๗๐๐ กัป เราได้เสวยเทวราชสมบัติ ไม่ต้องไปสู่ ความเป็นมนุษย์เลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระสถูป เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ภพทั้งปวงเราถอนขึ้นแล้ว ตัดบ่วงได้แล้ว จึงอยู่อย่างผู้หาอาสวะมิได้ ดุจนาคผู้ พ้นจากบ่วงฉะนั้น การที่เราได้มาในสำนักของพระ- พุทธเจ้าผู้ประเสริฐ นับว่าเป็นการมาที่ดีหนอ วิชชา ๓ เราได้บรรลุแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำ สำเร็จแล้ว ดังนี้. ครั้นในเวลาต่อมา ท่านถูกภิกษุทั้งหลายถามว่า ดูก่อนอาวุโส ท่านได้ บรรลุอุตริมนุสธรรมแล้วหรือ ? เมื่อจะประกาศความที่พระศาสนาเป็น นิยยานิกธรรม และการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมของตน แก่ภิกษุเหล่านั้น จึงได้กล่าวโดยเป็นการพยากรณ์พระอรหัตผลว่า
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka