เป็นพระอรหันต์ผู้สุกขวิปัสสกแล้ว. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ใน
อปทานว่า
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าสิทธัตถะ
ผู้เป็นโลกนาถ สมควรรับเครื่องบูชา นิพพานแล้ว
ได้มีการฉลองพระสถูปอย่างมโหฬาร เมื่อการฉลอง
พระสถูป แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า
สิทธัตถะ กำลังดำเนินไปอยู่ เรานำเอาดอกผักตบไป
บูชาที่พระสถูป ในกัปที่ ๙๔ แต่ภัทรกัปนี้ เราบูชา
พระสถูปด้วยดอกไม้ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จัก
ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระสถูปด้วยดอกไม้
และในกัปที่ ๙ แต่ภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ
๘๕ พระองค์ ทรงพระนามเหมือนกันว่า โสมเทวะ
มีพลมาก. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของ
พระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
ครั้งนั้น เมื่อพระเถระเข้าอยู่ในวิหารด้วยโรคตา พวกอุบาสกอุบาสิกา
เห็นภิกษุทั้งหลายเข้าไปสู่บ้านเพื่อบิณฑบาตจึงถามว่า เพราะเหตุไร พระเถระ
จึงไม่มา ทราบความนั้นแล้ว เป็นผู้อันความเศร้าโศกครอบงำ นำบิณฑบาต
ไปถวาย พูด (ปลอบใจ) ว่าท่านขอรับ ขอท่านอย่าได้คิดอะไรเลย บัดนี้
พวกกระผมนำบิณฑบาตมาถวายแล้ว จักปรนนิบัติท่านเอง ดังนี้แล้ว ก็กระทำ
ตามนั้น ภิกษุทั้งหลาย ( ๖๐ รูป) ตั้งอยู่ในโอวาทของพระเถระแล้ว บรรลุ
พระอรหัต ต่อกาลไม่นานนัก ครั้นออกพรรษาปวารณาแล้ว กล่าวกะพระเถระ
ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พวกกระผมจะไปพระนครสาวัตถี เพื่อถวายบังคม
พระศาสดา. พระเถระกล่าวว่า เราเป็นคนทุพพลภาพ ไม่มีจักษุทั้งหนทางก็มี