แล้ว เป็นผู้เรียนจบไตรเพท ได้สมัญญานามว่า ปาราปริยะ เพราะเป็น
เผ่าพันธุ์แห่งปราปรโคตร สอนมนต์กะพราหมณ์ทั้งหลาย จำนวนมาก เห็น
พุทธานุภาพ คราวเมื่อพระศาสดาเสด็จมาพระนครราชคฤห์ ได้ศรัทธาจิต
แล้วบวช เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว ต่อกาลไม่นานนัก. สมดัง
คาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า "วิปัสสี" ผู้
สยัมภู เป็นนายกของโลก ตรัสรู้แล้วเอง ทรงใคร่ใน
วิเวก ฉลาดในสมาธิ เป็นมุนี พระมหามุนี พระนามว่า
ปิยทัสสี ผู้อุดมบุรุษ เสด็จไปสู่ไพรสณฑ์ ทรงลาดผ้า-
บังสุกุล แล้วประทับนั่งอยู่ ในกาลก่อน เราเป็น
พรานเนื้ออยู่ในป่าใหญ่ ในกาลนั้น เราเที่ยวแสวงหา
เนื้อฟาน (อีเก้ง) อยู่ในป่านั้น เราได้เห็นพระสัม-
พุทธเจ้าผู้ข้ามโอฆะแล้ว ไม่มีอาสวะ เปรียบเหมือน
พระยารัง มีดอกบาน เหมือนพระอาทิตย์อุทัย ครั้น
เห็นพระพุทธเจ้า พระนามว่า ปิยทัสสี ผู้มียศมากแล้ว
เราจึงลงไปสู่สระบัว นำเอาดอกปทุมมาในขณะนั้น
ครั้นนำเอาดอกปทุมอันเป็นที่รื่นรมย์ใจมาแล้ว จึง
สร้างเรือนมียอด (ปราสาท) แล้วมุงบังด้วยดอกปทุม
พระพุทธชินเจ้า พระนามว่า ปิยทัสสี เป็นมหามุนี
ผู้ทรงอนุเคราะห์ ประกอบด้วยพระกรุณา ประทับ
อยู่ในกูฏาคาร ๗ คืน ๗ วัน เราเอาดอกปทุมที่เก่า ๆ
ทิ้งเสียแล้ว มุงบังด้วยดอกปทุมใหม่ ๆ ขณะนั้นเราได้