บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สติมา ความว่า ชื่อว่าผู้มีสติเพราะ
ความบริบูรณ์ด้วยสติปัฏฐานภาวนา และเพราะถึงความไพบูลย์แห่งสติ อันถึง
พร้อมแล้วด้วยกาลเป็นที่ประชุมขึ้นเอง.
บทว่า ปญฺวา ความว่า ชื่อว่าผู้มีปัญญา เพราะความบริบูรณ์
ด้วยอภิญญา ๖ และเพราะถึงความบริบูรณ์ด้วยปัญญา. ชื่อว่า ภิกษุ เพราะ
ทำลายกิเลสได้แล้ว. ภิกษุชื่อว่า มีความเพียร คือพลธรรมอันปรารภแล้ว
เพราะมีพละ ๕ มีศรัทธาเป็นต้น และความเพียรอันประกอบด้วยสัมมัปปธาน
๔ อย่าง สำเร็จบริบูรณ์ดีแล้ว. อธิบายว่า แม้ถึงสติเป็นต้นจะเป็นพลธรรม
ในคาถานี้ ท่านก็ถือเอาศรัทธาเป็นต้น ด้วยพลศัพท์ เหมือนในประโยคว่า
โคพลิพทฺธา ปุญฺาณสมฺภารา โคพลิพัทธ์ เป็นองค์แห่งบุญและ
ปัญญา.
บทว่า ปญฺจ กปฺปสตานาหํ เอกรตฺตึ อนุสฺสรึ ความว่า
ระลึกชาติก่อนได้ ๕๐๐ กัป ดุจคืนเดียว ก็วิริยศัพท์ในคาถานี้ แสดงถึงการ
ลบออก ตัดออก พระเถระแสดงความที่ตนเป็นผู้ชำนาญญาณ ในบุพเพนิ-
วาสญาณ ด้วยวิริยศัพท์นี้.
บัดนี้ เพื่อจะแสดงข้อปฏิบัติ อันเป็นเหตุแห่งความเป็นผู้มีสติเป็นต้น
ของตน และเป็นเหตุให้สำเร็จบุพเพนิวาสญาณอันยอดเยี่ยมนั้น พระเถระจึง
กล่าวคาถาที่ ๒ ด้วยคำมีอาทิว่า จตฺตาโร ดังนี้.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๒ ดังต่อไปนี้ บทว่า จตฺตาโร
สติปฏฺาเน ได้แก่ สติปัฏฐาน กล่าวคือสติ อันเจือด้วยโลกิยะและโลกุตระ
มี ๔ อย่างโดยความต่างแห่งอารมณ์ของตน มีกายานุปัสสนาเป็นต้น. บทว่า
สตฺต ได้แก่ โพชฌงค์ ๗. บทว่า อฏฺ ได้แก่ มรรคมีองค์ ๘.