วิญญูชน ละเบญจกามคุณอันน่ารัก น่ารื่นรมย์
ใจแล้ว ออกบวชด้วยศรัทธา แล้วพึงทำที่สุดแห่งทุกข์
ได้ ดังนี้.
คาถาที่ ๑ นั้น มีอธิบายดังนี้ วิญญูชนละ คือ เลิกละได้แก่สละกามคุณ
คือ กามโกฏฐาสทั้ง ๕ มีรูปเป็นต้น อันชื่อว่าน่ารัก เพราะมีสภาพที่ยั่วยวน
ชวนให้พาลชนรักใคร่ ชื่อว่าน่ารื่นรมย์ใจ เพราะมีสภาพเป็นที่เจริญใจ ออก
คือหลุดพ้นจากเรือน คือ จากเครื่องผูกพันคือเรือน เข้าสู่บรรพชาเพศ จำเดิม
แต่บวชแล้ว ก็เพียรพยายาม พึงเป็นผู้กระทำที่สุดแห่งทุกข์ในวัฏฏะได้.
พระเถระกล่าวสอนภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นอย่างนี้ แล้วกล่าวว่า ท่าน
ทั้งหลายอย่าคิดว่า คนผู้นี้ดีแต่สอนคนอื่นเท่านั้น ส่วนตนเองไม่กระทำ ดังนี้
แล้ว เมื่อจะประกาศความที่ตนเป็นผู้ปฏิบัติแก่ภิกษุเหล่านั้น จึงพยากรณ์
พระอรหัตผล ด้วยคาถาที่สอง ความว่า
เราไม่อยากตาย ไม่อยากมีชีวิตอยู่ แต่เรามีสติ
มีสัมปชัญญะ รอเวลาอันควรอยู่ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นาภินนฺทามิ มรณํ ความว่า เราไม่
มุ่งหมายความตาย.
ก็บทว่า นาภินนฺทามิ ชีวิตํ นี้ เป็นคำบอกเหตุของบทว่า
" นาภินนฺทามิ มรณํ " นั้น เพราะเรายังไม่อยากมีชีวิตอยู่ ฉะนั้น จึงไม่
นิยมยินดีความตาย. อธิบายว่า บุคคลใดก่อ คือเข้าไปสั่งสมการปรุงแต่ง
กิเลส (อันเป็นเหตุ) แห่งชาติชรา และมรณะสืบต่อไป บุคคลนั้นเมื่อยินดี
การเกิดในภพใหม่ ชื่อว่าย่อมยินดีแม้ซึ่งความตายของตน เพราะเป็นผลให้
เกิดในภพติดต่อกันไป เพราะยังละเหตุไม่ได้ ส่วนพระขีณาสพ ละอาจยคามิ-
ธรรม (ธรรมอันเป็นเหตุให้ถึงการก่อภพก่อชาติ) ตั้งอยู่ในอปจยคามิธรรม