Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 52 หน้าที่ 85

เล่ม มมร. 52 หน้า 85 ข้อ 337
แล้วรู้สึกตัว กลับมีสติ ท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อยใหญ่ลงสู่ ครรภ์มารดาออกจากเรือนแล้วบวชเป็นบรรพชิต เป็นผู้มี ความเพียร มีปัญญา มีการหลีกเร้นอยู่เป็นอารมณ์ ตั้ง ความเพียร ยังพระมหามุนีให้ทรงโปรดปราน พ้นแล้วจาก กิเลส ดังพระจันทร์พ้นแล้วจากกลีบเมฆอยู่ทุกเมื่อ เรา เป็นผู้ขวนขวายในวิเวก สงบระงับ ไม่มีอุปธิ กำหนดรู้ อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ ในกัปที่ ๓ หมื่น แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าใด ด้วยการบูชานั้น เรา ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เราเผากิเลส ทั้งหลายแล้ว ...ฯลฯ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จ แล้ว ดังนี้. ครั้น เมื่อพระเถระบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อฝนตกอยู่ดุจมีเสียงร่าเริง ยินดี เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผลนั้น โดยประกอบข้อที่ฝนหลั่งลงมาแต่ เบื้องบน จึงได้กล่าวคาถา ๕ คาถา๑นี้ว่า ฝนตกเสียงไพเราะเหมือนเพลงขับ กุฎีของเรามุงดี แล้ว มีประตูหน้าต่างมิดชิดดี เราเป็นผู้สงบอยู่ในกุฎีนั้น ถ้าประสงค์จะตกก็ตกลงนาเถิดฝน ฝนตกไพเราะเหมือน เพลงขับ กุฎีของเรามุงดีแล้ว มีประตูหน้าต่างมิดชิดดี เราเป็นผู้มีจิตสงบอยู่ในกุฎีนั้น ถ้าประสงค์จะตกก็ตกลงมา เถิดฝน. ฯลฯ เราเป็นผู้ปราศจากราคะอยู่ในกุฎีนั้น ฯลฯ ๑. ขุ. เถร. ๒๖/ข้อ ๓๓๗.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka