พรรษา ๖๐ พรรษา พระเถระทำประโยชน์ของตนให้สำเร็จด้วยประการ
ฉะนี้แล้ว จึงกราบทูลแด่พระศาสดาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระเจ้า-
จัณฑปัชโชตทรงปรารถนาเพื่อจะไหว้ที่พระบาท และเพื่อจะทรงสดับ
ธรรมของพระองค์. พระศาสดาตรัสว่า ภิกษุ เธอนั่นแหละ จงไปในที่นั้น
แม้เมื่อเธอไปแล้ว พระราชาก็จักเลื่อมใสเอง.
พระเถระมีตนเป็นที่ ๘ ไปในที่นั้นตามพระดำรัสสั่งของพระศาสดา
ทำให้พระราชาทรงเลื่อมใสแล้ว ให้ประดิษฐานพระศาสนาในแคว้น
อวันตีชนบทแล้ว ไปเฝ้าพระศาสดาอีกครั้งหนึ่ง วันหนึ่ง ท่านเห็นภิกษุ
เป็นอันมากละสมณธรรมมายินดีในการงาน ยินดีในการคลุกคลี พอใจ
ในรสตัณหา และอยู่ด้วยความประมาท ด้วยการที่จะโอวาทภิกษุเหล่านั้น
จึงกล่าวคาถา ๒ คาถา๑ว่า :-
ภิกษุไม่ควรทำการงานให้มาก ควรหลีกเร้นหมู่ชน
ไม่ควรขวนขวายเพื่อให้ปัจจัยเกิดขึ้น เพราะภิกษุใดเป็น
ผู้ติดรสอาหาร ภิกษุนั้นชื่อว่าเป็นผู้ขวนขวาย เพื่อให้
ปัจจัยเกิดขึ้น และข้อว่าละทิ้งประโยชน์อันจะนำความสุข
มาให้ พระอริยะทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น กล่าว
การไหว้ การบูชาในสกุลทั้งหลายว่า เป็นเปือกตม เป็น
ลูกศรอันละเอียด ถอนได้ยาก เพราะสักการะอันบุรุษชั่ว
ละได้ยาก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กมฺมํ พหุกํ น การเย ความว่า ภิกษุ
๑. ขุ. เถร. ๒๖/ข้อ ๓๓๖.