พึงทราบว่างาม. เพราะไม่ถูกความวิบัติมีความที่ศีลขาดเป็นต้น ถูก
ต้องแล้ว.
บทว่า สงฺเฆ ปสาโท ยสฺสตฺถิ ความว่า บุคคลใด มีความ
เลื่อมใส คือมีศรัทธาไม่หวั่นไหว ตั้งมั่นดีแล้วในพระอริยสงฆ์ โดยนัย
มีอาทิว่า พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ปฏิบัติดี ดังนี้.
บัณฑิตพึงนำคำว่า อจโล สุปฺปติฏฺิโต ไม่หวั่นไหว ตั้งมั่นดีแล้ว ดังนี้
มาประกอบเข้าด้วย.
บทว่า อุชุภูตญฺจ ทสฺสนํ มีวาจาประกอบความว่า บุคคลใด
มีความเห็นแม้ทั้งสองอย่าง คือความเห็นว่าสัตว์มีกรรมเป็นของตน และ
ความเห็นนามรูปพร้อมทั้งปัจจัย ตรง คือไม่งอ ไม่คด เพราะไม่มีความคด
คือทิฏฐิ และเพราะไม่มีความคดคือกิเลส บุคคลนั้นชื่อว่า มีความ
ไม่หวั่นไหว ตั้งมั่นดีแล้ว.
บทว่า อทลิทฺโท ความว่า พระอริยะทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้า
เป็นต้น กล่าวผู้นั้น คือบุคคลเช่นนั้นว่า เป็นผู้ไม่ขัดสน เพราะเขา
มีทรัพย์อันหมดจดด้วยดีเหล่านี้คือ ทรัพย์คือศรัทธา ทรัพย์คือศีล ทรัพย์
คือสุตะ ทรัพย์คือจาคะ และทรัพย์คือปัญญา.
บทว่า อโมฆํ ตสฺส ชีวิตํ ความว่า ชีวิตของผู้นั้น คือผู้เห็น
ปานนั้น ไม่ไร้ประโยชน์ คือไม่ว่างจากการบรรลุถึงประโยชน์ มีประโยชน์
ที่เป็นทิฏฐิธรรมเป็นต้น ได้แก่บัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่า มีผลเท่านั้น.
บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะบุคคลผู้ประกอบด้วยคุณมีศรัทธา
ตามที่กล่าวไว้แล้วเป็นต้น บัณฑิตเรียกว่า เป็นผู้ไม่ขัดสน มีชีวิตไม่ไร้
ประโยชน์ ฉะนั้น ถึงตัวเรา ก็พึงเป็นผู้เช่นนั้นบ้าง.