Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 52 หน้าที่ 304

เล่ม มมร. 52 หน้า 304 ข้อ 368
เลย, ด้วยเหตุนั้น พระเถระจึงกล่าวว่า ตทาหํ ฯเปฯ อนคาริยํ ดังนี้ เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฉฑฺฑยึ แปลว่า เราละแล้ว. บาลีว่า ฉฑฺฑิยํ ดังนี้ก็มี. ถามว่า พระเถระนี้ ไม่ได้เคยมีภรรยาครอบครองมา บวช (แต่เล็ก ๆ) แล้ว มิใช่หรือ เพราะเหตุไร ท่านจึงได้กล่าวว่า เรา ละทิ้งบุตรและภรรยาเล่า ? ตอบว่า เปรียบเหมือนบุรุษ ตัดต้นไม้ที่ยัง ไม่เกิดผล เมื่อตัดแล้ว ย่อมชื่อว่าเป็นผู้เสื่อมจากผลที่ได้แล้วจากต้นไม้ นั้นฉันใด คำอุปมาเป็นเครื่องยังอุปไมยให้ถึงพร้อมนี้ บัณฑิตก็พึงทราบ ฉันนั้น. บทว่า สิกฺขาสาชีวสมาปนฺโน ความว่า ในที่ที่ภิกษุทั้งหลายเป็น อยู่ร่วมกัน มีชีวิตอย่างเดียวกัน มีความประพฤติเสมอกัน ด้วยอธิศีลสิกขา ด้วยเหตุนั้น ภิกษุนั้น จึงเป็นผู้ประกอบพร้อมด้วยสาชีพ คือสิกขาบท ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติไว้แล้ว เป็นผู้พรั่งพร้อมด้วยความเป็น ภิกษุ ทำสิกขาให้บริบูรณ์ และเป็นผู้ไม่ยอมก้าวล่วงสาชีพ ชื่อว่าเป็นผู้ ทำสิกขาและสาชีพทั้งสองนั้นให้ถึงพร้อม. ด้วยเหตุนั้น พระเถระจึงแสดง ถึงความตั้งมั่นในศีลคือพระปาติโมกข์ อันหมดจดด้วยดี. บทว่า อินฺทฺริเยสุ สุสํวุโต ความว่า เป็นผู้สำรวมแล้วด้วยดี ใน อินทรีย์ทั้งหลายที่มีใจเป็นที่ ๖ คือผู้มีจักษุทวารเป็นต้น อันปิดดีแล้ว ด้วยบานประตูคือสติ ด้วยอำนาจการห้ามความเป็นไป แห่งกิเลสมีอภิชฌา เป็นต้น ที่จะมาปรากฏในอารมณ์มีรูปารมณ์เป็นต้น. ด้วยอาการอย่างนี้ เมื่อว่าโดยเนื้อความ แม้ศีลที่นอกไปจากนี้ ก็เป็น อันพระเถระได้แสดงไว้แล้วทีเดียว ด้วยการแสดงความถึงพร้อมแห่งศีล
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka