ทรงรับ พระเจ้าข้า ดังนี้ พระองค์จึงตรัสว่า ในวิหารยังมีภิกษุอยู่ ๑ รูป
ชีวก.
หมอชีวกนั้นจึงส่งคนใช้ไปว่า แน่ะ พนาย เธอจงไปพาพระคุณเจ้า
ที่นั่งอยู่ในวิหาร แล้วนำมา. แม้พระจูฬปันถกเถระ ก็นั่งนิรมิตภิกษุ
๑,๐๐๐ รูปให้ไม่เหมือนกัน แต่ละรูปมีรูปร่างและการกระทำคนละอย่าง
คนใช้นั้นเห็นว่าภิกษุในวิหารมีมากรูป จึงไปบอกหมอชีวกว่า ในวิหาร
มีภิกษุสงฆ์มากกว่าภิกษุสงฆ์นี้, กระผมไม่รู้จักพระคุณเจ้าที่ให้ไปนิมนต์
มา. หมอชีวกทูลถามพระศาสดาอีกครั้งว่า ภิกษุที่นั่งอยู่ในวิหารชื่ออะไร
พระเจ้าข้า ? พระศาสดาตรัสว่า ชื่อจูฬปันถก ชีวก. หมอชีวกสั่งคนใช้
อีกว่า แน่ะ พนาย เธอจงไปแล้วถามว่า รูปไหนชื่อจูฬปันถก แล้วจง
นิมนต์ท่านรูปนั้นมา.
คนใช้นั้นไปยังวิหาร แล้วถามว่า รูปไหนชื่อจูฬปันถก ขอรับ ?
ภิกษุทั้ง ๑,๐๐๐ รูปก็ตอบพร้อมกันทีเดียวว่า เราชื่อจูฬปันถก เราชื่อ
จูฬปันถก. คนใช้นั้นกลับมาบอกความเป็นไปแก่หมอชีวกอีก. เพราะ
ความที่ตนแทงตลอดสัจจะแล้ว หมอชีวกจึงรู้โดยนัยว่า พระคุณเจ้านี้เห็น
จะมีฤทธิ์ แล้วกล่าวว่า แน่ะ พนาย เธอจงไปกล่าวกะพระคุณเจ้าด้วยการ
พูดครั้งเดียวว่า พระศาสดารับสั่งหาท่าน แล้วจงจับที่ชายจีวรเถิด. คนใช้
นั้นไปวิหารแล้ว ได้ทำตามนั้น, ในขณะนั้นนั่นเอง ภิกษุที่นิรมิตแล้ว
ทั้งหลายก็หายไป. คนใช้นั้นได้พาพระเถระไปแล้ว.
ในขณะนั้น พระศาสดาทรงรับประเคนข้าวยาคู และอาหารต่าง
ชนิด มีของที่ควรเคี้ยวเป็นต้น. เมื่อพระทศพลทรงกระทำภัตกิจเสร็จแล้ว
ก็เสด็จกลับไปยังวิหาร การสนทนากันก็เกิดขึ้นในโรงธรรมสภาว่า โอ