แปลงทางสัญญาว่า เราเป็นผู้ได้อรูปาวจรฌาน ออกจากองค์ฌานทั้งหลาย
แล้ว บรรลุพระอรหัต.
ก็พระเถระเมื่อจะทำกายที่สำเร็จด้วยใจให้เกิดขึ้น ย่อมทำให้เกิด
เป็นคนเหล่าอื่น คือ ๓ คนบ้าง ๔ คนบ้าง, มิใช่ทำให้เกิดเป็นคนจำนวน
มาก ย่อมทำให้เกิดเป็นเช่นกับคนคนเดียวเท่านั้น ในการงานที่กำลังทำ
อย่างเดียวกัน. ส่วนพระเถระนี้ นิรมิตเว้นจากคนเดียว ทำให้เป็น
สมณะ ๑,๐๐๐ รูปได้, แม้คน ๒ คน ก็ทำให้ร่างกายไม่เหมือนกันได้
ในการงานที่กำลังทำคนละอย่างกัน . เพราะเหตุนั้น ท่านจึงเป็นผู้เลิศกว่า
ภิกษุทั้งหลาย ผู้นิรมิตกายที่สำเร็จด้วยใจ.
บัดนี้ เพื่อจะแสดงถึงคุณวิเศษที่ตนบรรลุแล้ว ท่านจึงกล่าวคำ
เป็นต้นว่า ปุพฺเพนิวาสํ ชานามิ ดังนี้. พระเถระนี้ เป็นผู้ได้อภิญญา ๖
ก็จริง, ถึงอย่างนั้น เพื่อจะแสดงอภิญญาที่มีอุปการะมากแก่การบรรลุ
อาสวักขยญาณ จึงกล่าวว่า เราระลึกถึงชาติก่อน ๆ ได้ ชำระทิพยจักษุ
ให้หมดจดแล้ว ดังนี้แล้วกล่าวว่า ได้บรรลุวิชชา ๓ เป็นต้น . จริงอยู่
ปุพเพนิวาสญาณ ยถากัมมุปคญาณ และอนาคตังสญาณ ย่อมมีอุปการะ
มากแก่การบำเพ็ญวิปัสสนา, ญาณนอกนี้หามีอุปการะเหมือนอย่างนั้นไม่.
บทว่า สหสฺสกฺขตฺตุํ แปลว่า ๑,๐๐๐. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า
๑,๐๐๐ ครั้ง ดังนี้ก็มี. ก็พระเถระนิรมิตกายที่สำเร็จด้วยใจเป็น ๑,๐๐๐
ร่าง ด้วยการนึกครั้งเดียว, มิใช่ด้วยวาระ. ก็ร่างกายที่นิรมิตแล้วเหล่านั้น
แล ย่อมทำการงานเช่นเดียวกัน และต่างกันได้. ถามว่า ก็การนิรมิต
ด้วยฤทธิ์เห็นปานนี้ ย่อมมีได้แม้แก่พระสาวกทั้งหลายหรือ ? ตอบว่า
หามีแก่พระสาวกทั้งปวงไม่, ก็พระเถระรูปนี้เท่านั้น ได้ทำได้อย่างนั้น