Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 52 หน้าที่ 381

เล่ม มมร. 52 หน้า 381 ข้อ 373
อนุโมทนา เป็นราวกะว่า จับภูเขาสิเนรุเอามากวนคนมหาสมุทรฉะนั้น . จริงอยู่ ท่านรูปนี้ แม้จะเพียบพร้อมด้วยอุปนิสัยถึงอย่างนั้น ก็ยังถูกเศษ กรรมเก่าเห็นปานนั้นเบียดเบียนเอาได้ คือไม่สามารถจะใช้เวลา เดือน เล่าเรียนคาถาอันประกอบด้วย ๔ บาทได้ ก็พระศาสดาทรงเล็งเห็นอุปนิสัย สมบัติของท่านนั้นแล้ว ทรงชักชวนให้ใช้โยนิโสมนสิการ อันเหมาะแก่ ความประพฤติที่เคยมีมาในกาลก่อน. จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ นั่งในนิเวศน์ของหมอชีวกในกาลนั้นอย่างนั้นนั่นแล ทรงทราบว่า จิต ของพระจูฬปันถกเป็นสมาธิแล้ว, ปฏิบัติถูกทางเป็นวิปัสสนาแล้ว ดังนี้ ทรงแสดงพระองค์ให้ปรากฏทั้งที่ประทับนั่งอยู่นั่นแล เมื่อจะแสดงว่า ปันถก แม้ท่อนผ้านี้จะเป็นของเศร้าหมอง ปะปนคละด้วยธุลี, แต่ธรรมอื่น นั่นแหละ ที่เศร้าหมองและมีธุลี ในวินัยของพระอริยเจ้า จัดว่าเป็นความ เศร้าหมองยิ่งกว่าท่อนผ้านี้ ดังนี้. จึงตรัสคาถาสุดท้าย ๓ คาถานี้ว่า :- ราคะ ชื่อว่า ธุลี, แต่เรณู (ละออง) ท่านไม่เรียกว่า ธุลี, คำว่า ธุลี นั่นเป็นชื่อของราคะ, ภิกษุเหล่านั้น ละ ธุลีนั่นได้เด็ดขาดแล้ว อยู่ในพระศาสนาของพระพุทธ- เจ้าผู้ปราศจากธุลี. โทสะ ชื่อว่า ธุลี แต่เรณู (ละออง) ท่านไม่เรียกว่า ธุลี, คำว่า ชุลี นั่นเป็นชื่อของโทสะ, ภิกษุเหล่านั้นละธุลีนั่นได้เด็ดขาดแล้ว อยู่ในพระศาสนา ของพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี. โมหะ ชื่อว่า ธุลี แต่ เรณู (ละออง) ท่านไม่เรียกว่า ธุลี, คำว่า ธุลี นั่นเป็น
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka