Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 52 หน้าที่ 414

เล่ม มมร. 52 หน้า 414 ข้อ 376
เนื้อความแห่งบาทคาถานั้นว่า :- ชื่อว่า โพชฌงค์ เพราะอรรถว่า เป็นองค์แห่งความพรั่งพร้อมของธรรม ๗ อย่างมีสติเป็นต้น เพื่อการตรัสรู้ อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า โพชฌงค์ เพราะอรรถว่า เป็นองค์แห่งบุคคลผู้ พรั่งพร้อมด้วยธรรมนั้น เพื่อการตรัสรู้ คือธรรมทั้งหลาย มีสติเป็นต้น. ธรรมเหล่านั้น โพชฌงค์ ๗ ประการ มีสติเป็นต้น, อิทธิบาท ๔ มี ฉันทะเป็นต้น, อินทรีย์ ๕ มีศรัทธาเป็นต้น, พละ ๕ มีศรัทธาเป็นต้น เหมือนกัน และอริยมรรคมีองค์ ๘ คือมีสัมมาทิฏฐิเป็นต้น. ด้วย จ ศัพท์ ท่านสงเคราะห์เอาสติปัฏฐานและสัมมัปปธานเข้าด้วย เพราะเหตุนั้น พึงทำให้มี พึงทำให้เกิด และพึงเจริญโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประเภท แม้ทั้งหมดเถิด. ในข้อนั้น การทำโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประเภทเหล่านั้น ให้เกิดขึ้นในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค และการเจริญในขณะแห่งอรหัต มรรค. ข้อนั้นเป็นการสมควรแก่สมณะ คือภิกษุแล. พระเถระ ชี้แจงโพธิปักขิยธรรมอย่างนั้น เมื่อจะแสดงว่า บุคคล- จะตรัสรู้สมุทัยสัจ ก็ด้วยอำนาจการตรัสรู้ด้วยการละ, จะตรัสรู้นิโรธสัจ ก็ด้วยการตรัสรู้ด้วยการทำให้แจ้ง, เหมือนจะตรัสรู้มรรคสัจได้ ก็ด้วย อำนาจการตรัสรู้ด้วยการเจริญดังนี้ จึงกล่าวคาถาสุดท้ายว่า ตณฺหํ ปชเหยฺย ดังนี้เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตณฺหํ ปชเหยฺย ความว่า พึงตัด ตัณหาทั้งหมด มีประเภทเช่นกามตัณหาเป็นต้น โดยไม่ให้เหลือ ด้วย อริยมรรค, ญาณ ท่านเรียกว่า โมนะ ชื่อว่า มุนิ เพราะประกอบพร้อม ด้วยญาณนั้น. บทว่า สมูลเก อาสเว ปทาเลยฺย ความว่า พึงทำลาย คือพึง
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka