Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 52 หน้าที่ 445

เล่ม มมร. 52 หน้า 445 ข้อ 379
ด้วยศัพท์ว่า เทวสงฺฆปุรกฺขตํ ท่านถือเอาพวกพรหม เพราะเป็น อุปปัตติเทพ. บทว่า สิตํ ปาตุกริตฺวาน ความว่า พระศาสดาทรงอาศัยความที่ โอวาทของพระองค์มีผลมาก และคุณสมบัติของเทพและพรหม จึงได้ทรง กระทำการแย้มให้ปรากฏ. ก็แลเมื่อจะทรงกระทำให้ปรากฏ ไม่ทรงแสดง พระทนต์เหมือนคนเหล่าอื่น แต่ทรงแย้มพระโอษฐ์หน่อยหนึ่ง และรัศมี แห่งแก้วผลึกและแก้วมุกดาอันเป็นทิพย์ที่ถูกเหตุเพียงเท่านั้นครอบงำ รัศมี แห่งดวงดาวและพระจันทร์ที่แย้มลงมา รัศมีทึบซึ่งเกิดแต่พระทาฐะสุกปลั่ง เปล่งออกกระทำประทักษิณพระโอษฐ์ของพระศาสดา ๓ ครั้ง เทพและ พรหมเห็นพระศาสดาแล้ว แม้ไปข้างหลังก็รู้ได้ว่า พระศาสดาทรงกระทำ การแย้มให้ปรากฏ. บทว่า ตเปน ได้แก่ ด้วยความสำรวมอินทรีย์ อาจารย์บางพวก กล่าวว่า ด้วยการสมาทานธุดงค์. บทว่า สํยเมน ได้แก่ ด้วยศีล. บทว่า ทเมน ได้แก่ ด้วยปัญญา. บทว่า พฺรหฺมจริเยน ได้แก่ ด้วยการประพฤติอันวิเศษประเสริฐ สุด. บทว่า อเตน ได้แก่ ด้วยตบะเป็นต้น ตามที่กล่าวแล้ว. ชื่อว่า เป็นพราหมณ์ เพราะเป็นผู้ลอยบาป. บทว่า เอตํ ได้แก่ ตบะเป็นต้นตามที่กล่าวแล้ว. บทว่า พฺราหฺมณมุตฺตมํ ได้แก่ พราหมณ์ผู้สูงสุด, หรือในบรรดา พราหมณ์ทั้งหลาย ท่านเป็นผู้สูงสุด คือประเสริฐกว่าพราหมณ์ทั้งหมด. บาลีที่เหลือว่า อหุ พึงนำมาเชื่อมเข้า.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka