Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 53 หน้าที่ 16

เล่ม มมร. 53 หน้า 16 ข้อ 385
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพญฺญู ความว่า ชื่อว่า พระ- สัพพัญญู เพราะทรงรู้สิ่งทั้งปวง อันต่างด้วยเรื่องอดีตเป็นต้น เพราะ ทรงบรรลุอนาวรณญาณอันเป็นไป แนบเนื่องด้วยความจำนงหวัง (คือ เมื่อทรงต้องการก็ใช้ได้ทันที) สามารถตรัสรู้ธรรมทั้งปวง โดยประการ ทั้งปวง โดยไม่ต้องอ้างถึงผู้อื่น. ด้วยเหตุนั้นนั่นแหละ จึงทรงชื่อว่าเห็น ธรรมทั้งปวง เพราะทรงเห็นธรรมทั้งปวงด้วยสมันตจักษุ. พระสัพพัญ- ญุตญาณก็คือพระอนาวรณาณของเราตถาคตนั้นนั่นเอง, ย่อมไม่ผิดจาก บาลีที่ว่าด้วยอสาธารณญาณ เพราะพระญาณเดียวนั่นแหล่ะตรัสไว้ ๒ ประการ เพื่อจะทรงแสดงว่าเป็นพระญาณที่ไม่ทั่วไปกับพระสาวกอื่นๆ โดยมุ่งถึงอารมณ์ที่เกิดขึ้น. ก็คำใดที่ควรกล่าวในที่นี้ คำนั้นได้กล่าวไว้ พิสดารแล้วในอรรถกถาอิติวุตตกะ เพราะเหตุนั้น พึงทราบความนัยที่ กล่าวไว้ในอรรถกถาอิติวุตตกะนั้นเถิด. มีวาจาประกอบความว่า พระ- สัมมาสัมพุทธเจ้า ชื่อว่าพระชินะเพราะทรงชนะมารทั้ง ๕ ชื่อว่าทรง ประกอบด้วยมหากรุณา เพราะทรงประกอบด้วยพระกรุณาอันใหญ่หลวง ที่ทรงน้อมให้เป็นไปในสัตว์ทุกหมู่เหล่า ที่ต่างกันโดยจำแนกว่าเป็นผู้ต่ำ ทรามเป็นต้น ชื่อว่า พระศาสดา เพราะทรงพร่ำสอนเวไนยสัตว์ตาม สมควรด้วยทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ สัมปรายิกกัตถประโยชน์ และปรมัตถ- ประโยชน์ แต่นั้นแหละชื่อว่ารักษาพยาบาลสัตวโลกทั้งปวง เพราะทรง เยียวยาโรค คือกิเลสของสัตวโลกทั้งมวล พระองค์เป็นอาจารย์ของเรา. บทว่า ขยคามี แปลว่า เป็นเครื่องดำเนินไปสู่พระนิพพาน. เมื่อพระเถระประกาศคุณของพระศาสดาและของพระศาสนาอย่างนี้ แล้ว โจรบางพวกกลับได้ศรัทธาบวช บางพวกประกาศความเป็นอุบาสก
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka