Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 53 หน้าที่ 78

เล่ม มมร. 53 หน้า 78 ข้อ 389
เมื่อบุคคลรู้ธรรมารมณ์แล้ว มัวใส่ใจถึงธรรมารมณ์ (นั้น) ว่าเป็นนิมิตที่น่ารัก สติก็หลงลืม เมื่อเป็นเช่นนั้น ผู้นั้นย่อมมีจิตกำหนัดเพลิดเพลินอยู่ ทั้งยึดมั่นธรรมารมณ์ นั้นอยู่ เวทนามิใช่น้อยซึ่งมีธรรมารมณ์เป็นแดนเกิด ย่อม เจริญขึ้นมากแก่ผู้นั้น อภิชฌาและวิหิงสาย่อมเบียดเบียน จิตของผู้นั้นให้เดือดร้อน ความทุกข์ย่อมเป็นไปแก่ผู้นั้น ผู้มัวคำนึงถึงธรรมารมณ์อยู่อย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสผู้นั้นว่า เป็นผู้ห่างไกลพระนิพพาน. ส่วนผู้ใดเห็นรูปแล้ว เป็นผู้มีสติเฉพาะหน้า ผู้นั้นไม่ กำหนัดยินดีในรูป เป็นผู้มีจิตคลายกำหนัดเสวยอารมณ์ อยู่ ทั้งไม่ยึดมั่นรูปนั้น กิเลสชาติมีอภิชฌาเป็นต้น ย่อม ไม่เป็นไปแก่พระโยคี ผู้เห็นรูปโดยความเป็นของไม่ เที่ยงเป็นต้น หรือแม้กิเลสทั้งปวงของพระโยคีผู้เสวย เวทนาอยู่ ย่อมสิ้นไป ก่อรากขึ้นไม่ได้ฉันใด ผู้นั้นมีสติ ประพฤติอยู่ฉันนั้น ทุกข์ย่อมไม่เป็นไปแก่ผู้นั้น ผู้ไม่ คำนึงถึงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสผู้นั้นว่า มีใน ที่ใกล้พระนิพพาน. ผู้ใดได้ฟังเสียงแล้ว เป็นผู้มีสติเฉพาะหน้า ผู้นั้น ไม่กำหนัดยินดีในเสียง เป็นผู้มีจิตคลายกำหนัดเสวย อารมณ์ ทั้งไม่ยึดมั่นเสียงนั้น กิเลสชาติมีอภิชฌา เป็นต้น ย่อมไม่เป็นไปแก่พระโยคีผู้ได้ฟังเสียง โดย
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka