ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงให้คนเหล่านั้นทั้งหมดบวช โดย
การบวชด้วยความเป็นเอหิภิกขุ จึงตรัสพระคาถาว่า
พรหมจรรย์เรากล่าวดีแล้ว อันผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง
ไม่ประกอบด้วยกาล เพราะการบวชในศาสนานี้ไม่ไร้ผล
แก่บุคคลผู้ไม่ประมาท ศึกษาอยู่.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สนฺทิฏฺิกํ แปลว่า เห็นประจักษ์.
บทว่า อกาลิกํ ได้แก่ ไม่พึงบรรลุผลในกาลอื่น เพราะเกิดผลใน
ลำดับมรรค.
บทว่า ยตฺถ แปลว่า เพราะพรหมจรรย์ใดเป็นนิมิต. จริงอยู่
บรรพชาอันมีมรรคพรหมจรรย์เป็นนิมิต ไม่เป็นหมัน คือไม่ไร้ผล. อีก
อย่างหนึ่ง บทว่า ยตฺถ ความว่า ผู้ไม่ประมาท คือผู้เว้นจากการอยู่
ปราศจากสติ ศึกษาอยู่ในสิกขา ๓ ในศาสนาใด.
ก็ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว จึงได้ตรัสว่า ท่านทั้งหลายจงเป็นภิกษุมา
เถิด. ในขณะนั้นเอง คนทั้งหมดนั้นเป็นผู้ทรงบาตรและจีวรอันสำเร็จ
ด้วยฤทธิ์ เป็นประดุจพระเถระ ๖๐ พรรษา ถวายอภิวาทพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าแล้วแวดล้อมอยู่.
เสลพราหมณ์นั้นครั้นบวชแล้ว บำเพ็ญวิปัสสนา ในวันที่ ๗ พร้อม
ทั้งบริษัทได้บรรลุพระอรหัต. ด้วยเหตุนั้น ท่านจงกล่าวไว้ในอปทานว่า๑
ข้าพระองค์เป็นเจ้าของถนน อยู่ในนครหังสวดี ได้
ประชุมบรรดาญาติของข้าพระองค์แล้ว ได้กล่าวดังนี้ว่า
พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก เป็นบุญเขตอันสูง
๑. ขุ. อ. ๓๒/ข้อ ๓๙๔.