พระภัททิยะโอรสพระนางกาลิโคธา กล่าวเนือง ๆ ว่า สุขหนอ สุขหนอ
เห็นจะไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์.
พระศาสดารับสั่งให้เรียกท่านมาแล้วตรัสถามว่า ภัททิยะ ได้ยินว่า
เธอพูดบ่อย ๆ ว่า สุขหนอ สุขหนอ ดังนี้ จริงหรือ ? ท่านพระภัททิยะ
ทูลรับว่า จริง พระเจ้าข้า แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในกาล
ก่อน เมื่อข้าพระองค์ครองราชย์ ได้มีการจัดอารักขาเป็นอย่างดี แม้ถึง
อย่างนั้นข้าพระองค์ยังกลัว หวาดเสียว ระแวงอยู่ แต่บัดนี้ ข้าพระองค์
บวชแล้ว ไม่กลัวไม่หวาดเสียว ไม่ระแวงอยู่ ดังนี้แล้ว ได้บันลือสีหนาท
ณ เบื้องพระพักตร์ของพระศาสดา ด้วยคาถาเหล่านี้ว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญู เมื่อก่อนข้าพระองค์จะไปไหน
ก็ขึ้นคอช้างไป แม้จะนุ่งห่มผ้า ก็นุ่งห่มผ้าที่ส่งมาจาก
แคว้นกาสีมีเนื้ออันและเอียด แม้จะบริโภค ก็บริโภคแต่
อาหารล้วนเป็นข้าวสาลี พร้อมด้วยเนื้ออันสะอาดมีโอชา-
รส ถึงกระนั้น ความสุขนั้น ก็หาได้ทำจิตของข้าพระองค์
ให้ยินดีเหมือนความสุขในวิเวกในบัดนี้ไม่. แต่เดี๋ยวนี้
ข้าพระองค์ผู้มีนามว่าภัททิยะ เป็นโอรสของพระนางกาลิ-
โคธา เป็นผู้เจริญ ประกอบด้วยความเพียร ยินดีแต่
อาหารที่ได้มาด้วยการเที่ยวบิณฑบาต ไม่ถือมั่นในสิ่งใด ๆ
เพ่งฌานอยู่. บัดนี้ ข้าพระองค์ผู้มีชื่อว่าภัททยะ เป็น
โอรสของพระนางกาลิโคธา ถือการนุ่งห่มผ้าบังสุกุลเป็น
วัตร ประกอบด้วยความเพียร ยินดีแต่อาหารที่ได้มาด้วย
การเที่ยวบิณฑบาต ไม่ถือมั่นในสิ่งใด ๆ เพ่งฌานอยู่.