ชื่อว่าผู้ถือการอยู่ป่าช้าเป็นวัตร เพราะห้ามที่ซึ่งมิใช่ป่าช้า แล้วสมาทาน
องค์แห่งภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าช้าเป็นวัตร, ชื่อว่าผู้ถือการอยู่ในเสนาสนะตาม
ที่เขาจัดให้เป็นวัตร เพราะห้ามความโลเลในเสนาสนะ แล้วสมาทานองค์
แห่งภิกษุผู้ถือการอยู่ในเสนาสนะตามที่เขาจัดให้เป็นวัตร, ชื่อว่าผู้ถือการ
นั่งเป็นวัตร เพราะห้ามการนอน แล้วสมาทานองค์แห่งภิกษุผู้ถือการนั่ง
เป็นวัตร, ความสังเขปในที่นี้มีเพียงเท่านี้ ส่วนความพิสดารพึงถือเอา
ธุดงค์กถา โดยนัยที่ท่านกล่าวไว้ในวิสุทธิมรรคนั่นเถิด.
บทว่า อุจฺเจ ได้แก่ ในที่สูงเป็นต้น หรือชื่อว่าสูง เพราะเป็น
ปราสาทชั้นบน.
บทว่า มณฺฑลิปากาเร ได้แก่ ล้อมด้วยกำแพง โดยอาการเป็น
วงกลม.
บทว่า ทฬฺหมฏฺฏาลโกฏฺเก ได้แก่ ประกอบด้วยป้อมและซุ้มประตู
อันมั่นคง อธิบายว่า ในเมือง.
ในบทว่า สตึ ปญฺญฺจ นี้ พระเถระกล่าวถึงสมาธิ โดยหัวข้อ
คือสติ ซึ่งท่านหมายเอาผลสมาบัติและนิโรธสมาบัติ กล่าวไว้ว่า อบรมสติ
และปัญญา ดังนี้. คำที่เหลือง่ายทั้งนั้น เพราะมีนัยดังกล่าวไว้ในที่นั้น ๆ
แล้วทั้งนั้น.
พระเถระบันลือสีหนาท ณ เบื้องพระพักตร์ของพระศาสดาด้วยประ-
การฉะนี้. ภิกษุทั้งหลายได้ฟังดังนั้น ได้พากันเลื่อมใสยิ่งแล้ว.
จบอรรถกถากาลิโคธาปุตตภัททิยเถรคาถาที่ ๗