Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 53 หน้าที่ 145

เล่ม มมร. 53 หน้า 145 ข้อ 392
บุคคลนั้นย่อมทำโลกมีขันธโลกเป็นต้นนี้ ให้สว่างไสวด้วยวิชชาและ อภิญญาที่ตนบรรลุ เหมือนพระจันทร์พ้นแล้วจากหมอกเป็นต้น ทำโอกาส- โลกให้สว่างอยู่ฉะนั้น. กรรมชั่วที่บุคคลใดทำไว้แล้ว คือสั่งสมไว้แล้ว ย่อมปิดคือกั้นด้วย การปิดกั้นทวารในอันที่จะยังวิบากให้เกิดขึ้น เพราะภาวะที่โลกุตรกุศลอัน กระทำกรรมให้สิ้นไป นำเอาภาวะที่ไม่ควรแก่วิบากมาให้. คำที่เหลือ มีนัยดังกล่าวแล้วนั่นเอง. บทว่า ทหโร แปลว่า เป็นหนุ่ม, ด้วยบทว่า ทหโร นั้น ท่าน แสดงถึงความที่พระเถระเป็นผู้มีร่างกายอดทนต่อการประกอบความเพียร. จริงอยู่ พระเถระนั้นสามารถครอบงำอันตรายจากลมและแดดที่เกิดขึ้น แล้วกระทำตามเพียรเป็นเครื่องประกอบ. ย่อมประกอบความขวนขวาย ในพระพุทธศาสนา คือเป็นผู้ประกอบความขวนขวายในสิกขา ๓ อธิบายว่า ยังสิกขา ๓ ให้ถึงพร้อมโดยความเคารพ. พระเถระเกิดปีติโสมนัสอย่างนี้ อยู่ด้วยวิมุตติสุข ในกาลใดเข้าไป บิณฑบาตในนคร ในกาลนั้น ก้อนดินแม้คนอื่นขว้างมา ก็ตกลงที่ร่างกาย ของพระเถระ ท่อนไม้แม้ที่คนอื่นปามา ก็ตกลงที่ร่างกายของพระเถระนั้น เหมือนกัน. พระเถระนั้นมีบาตรแตก เข้าไปยังพระวิหารเข้าเฝ้าพระ- ศาสดา. พระศาสดาทรงโอวาทพระเถระว่า เธอจงอดกลั้นเถิดพราหมณ์ เธอจงอดกลั้นเถิดพราหมณ์ เธอจงเสวยวิบากของกรรม ที่จะทำให้ไหม้ ในนรกหลายพันปีนั้น เฉพาะในปัจจุบันเถิดพราหมณ์. ลำดับนั้น พระเถระจึงเข้าไปตั้งเมตตาจิตในสรรพสัตว์ทั้งหลายโดย ไม่เจาะจง แล้วได้กล่าวคาถาทั้งหลายนี้ว่า
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka