Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 1 หน้าที่ 314

เล่ม มมร. 1 หน้า 314 ข้อ 9
นี้ ท่านก็กล่าวความหมายแม้นี้ไว้ดังนี้ว่า ชานามิ พุชฺฌามิ (แปลว่า ย่อมทราบ คือย่อมรู้สึก). [อรรถาธิบายคำว่าพระธรรม] ก็ในคำว่า ธมฺมญฺจ ภิกฺขุสงฺฆญฺจ นี้ มีวินิจฉัยดังนี้ :- สภาพที่ชื่อว่า ธรรม เพราะอรรถว่า ทรงไว้ซึ่งบุคคล ผู้ได้บรรลุ มรรค ผู้ทำให้แจ้งนิโรธแล้ว และผู้ปฏิบัติอยู่ตามคำพร่ำสอน มิได้ตกไปใน อบาย. ธรรมนั้น โดยอรรถ ได้แก่อริยมรรคและนิพพาน. สมจริงดังพระ- ดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมทั้งหลาย ที่ปัจจัยปรุงแต่งได้ก็ดี ที่ปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้ก็ดี มีประมาณเพียงไร อริย- มรรคมีองค์ ๘ เราเรียกว่า ประเสริฐกว่าธรรมเหล่านั้น.๑ ควรกล่าวให้พิสดาร. ธรรมนั้น ได้แก่อริยมรรคและนิพพานอย่างเดียว ก็หามิได้ ถึงแม้ปริยัติธรรม รวมกับอริยผล ก็ชื่อว่าธรรม. * สมจริงตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในฉัตตมาณเวกวิมานว่า ท่านจงเข้าถึงพระธรรม อันเป็นธรรม คลายความกำหนัด เป็นธรรมไม่หวั่นไหว ไม่มีความเศร้าโศก อันปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้ ไม่ปฏิกูล เป็นธรรมไพเราะคล่องแคล่ว อันเราจำแนกดีแล้ว เพื่อเป็นที่พึงเถิด๒ ดังนี้. แท้จริง ในพระคาถานี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสมรรคว่า เป็นธรรม คลายความกำหนัด ตรัสผลว่า เป็นธรรมไม่หวั่นไหวไม่มีความเศร้าโศก ตรัส ๑. ขุ. อิติวุตฺตก. ๒๕ / ๒๙. * องค์การศึกษาแผนกบาลีแปลออกสอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๙๐๓ ๒. ขุ. วิมาน. ๒๖ / ๙๔
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka