บัณฑิตพึงทราบโดยตรงกันข้ามจากความประมาทเถิด. ก็โดยความหมาย
ชื่อว่าความไม่ประมาท ก็คือการไม่อยู่ปราศจากสติ, และคำนั้น เป็นชื่อ
ของการเข้าไปตั้งสติไว้มั่นคง. จริงอยู่ ในข้อนั้น มีอธิบายดังต่อไปนี้
เพราะสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ทั้งหมด มีความประมาทเป็นมูล และ
สิ่งที่เป็นประโยชน์ทั้งหมดมีความไม่ประมาทเป็นมูล ฉะนั้น ท่านทั้งหลาย
พึงเห็นความประมาท โดยความเป็นภัย คือโดยความเป็นอุปัทวะแล้ว
และพึงเห็นความไม่ประมาท โดยความปลอดภัย คือโดยไม่มีอุปัทวะ
แล้ว พึงเจริญอัฏฐังคิกมรรค คืออริยมรรค มีองค์ ๘ มีสัมมาทิฏฐิ
เป็นต้น ที่สงเคราะห์ด้วยขันธ์ ๓ มีศีลขันธ์เป็นต้น อันเป็นยอดแห่งข้อ
ปฏิบัติ ด้วยความไม่ประมาทเถิด, ท่านจะถูกต้อง คือกระทำให้แจ้ง ซึ่ง
อมตธรรมได้แก่พระนิพพาน ให้เกิดขึ้นในสันดานของตนได้, ครั้นเข้า
ถึงทัสสนมรรค (โสดาปัตติมรรค) แล้ว ก็เจริญด้วยการทำมรรค ๓ เบื้อง
บนให้บังเกิดขึ้นอีก ท่านบำเพ็ญภาวนาจักถึงที่สุดยอดได้ ก็ด้วยความไม่
ประมาท ด้วยประการฉะนี้แล.
พระเถระ กล่าวสั่งสอนบริษัทที่ถึงพร้อมแล้วอย่างนี้แล. ก็คาถา
พยากรณ์ความเป็นพระอรหัตเหล่านี้ทั้งหมด ได้มีแล้วแก่พระเถระนี้แล.
จบอรรถกถาปุสสเถรคาถาที่ ๑