Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 53 หน้าที่ 270

เล่ม มมร. 53 หน้า 270 ข้อ 396
เป็นที่รักใคร่ของสัตบุรุษเท่านั้น ไม่เป็นที่รักใคร่ของ อสัตบุรุษ. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสรู้แล้ว มีพระจักษุ ทรง แสดงธรรมแก่ผู้อื่นอยู่ เมื่อพระองค์กำลังทรงแสดงธรรม อยู่ เราผู้มุ่งประโยชน์ตั้งใจฟัง การตั้งใจฟังของเรานั้นไม่ ไร้ประโยชน์ เราเป็นผู้หมดอาสวะ เป็นผู้หลุดพ้นพิเศษ เราไม่ได้ตั้งความปรารถนาเพื่อปุพเพนิวาสญาณ ทิพย- จักษุญาณ เจโตปริยญาณ อิทธิวิธี จุตูปปาตญาณ ทิพ- โสตญาณ อันเป็นธาตุบริสุทธิ์ มาแต่ปางก่อนเลย แต่ คุณธรรมของสาวกทั้งหมด ได้มีขึ้นแก่เรา พร้อมกับการ บรรลุมรรคผล เหมือนคุณธรรม คือพระสัพพัญญุตญาณ ได้มีแก่พระพุทธเจ้าฉะนั้น มียักษ์ตนหนึ่งมากล่าวว่า มี ภิกษุหัวโล้นรูปหนึ่งชื่ออุปติสสะ เป็นพระเถระผู้อุดมด้วย ปัญญา ห่มผ้าสังฆาฏินั่งเข้าฌานอยู่ที่โคนต้นไม้ สาวก ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้กำลังเข้าสมาบัติอันไม่มีวิตก ในขณะถูกยักษ์ตีศีรษะ ก็ยังประกอบด้วยธรรมคือความ นิ่งอย่างประเสริฐ ภูเขาหินล้วนตั้งมั่นไม่หวั่นไหวฉันใด ภิกษุย่อมไม่หวั่นไหวเหมือนภูเขา เพราะสิ้นโมหะก็ฉัน- นั้น ความชั่วช้าเพียงเท่าปลายขนทราย ย่อมปรากฏ เหมือนเท่าก้อนเมฆที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า แก่ภิกษุผู้ไม่มี กิเลสเครื่องยั่วยวน แสวงหาความสะอาดเป็นนิตย์ เรา
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka