Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 53 หน้าที่ 302

เล่ม มมร. 53 หน้า 302 ข้อ 397
ระลึกถึงธรรม ย่อมไม่เสื่อมไปจากสัพธรรม เมื่อกายและ ชีวิตของตนเสื่อมไป ภิกษุผู้หนักในความตระหนี่กาย ติด อยู่ด้วยควานสุขทางร่างกาย ไม่ขวนขวายบำเพ็ญเพียร ความผาสุกทางสมณะจักมีแต่ที่ไหน ทิศทั้งหมดไม่ปรากฏ ธรรมทั้งหลายไม่แจ่มแจ้ง ในเมื่อท่านธรรมเสนาบดีผู้ เป็นกัลยาณมิตร นิพพานแล้ว โลกทั้งหมดนี้ปรากฏ เหมือนความมืดมน กายคตาสติย่อมนำมาซึ่งประโยชน์ โดยส่วนเดียวฉันใด กัลยาณมิตรเช่นนั้น ย่อมไม่มีแก่ ภิกษุผู้มีสหายล่วงลับไปแล้ว มีพระศาสดานิพพานไปแล้ว ฉันนั้น มิตรเก่าพากันล่วงลับไปแล้ว จิตของเราไม่สมาคม ด้วยมิตรใหม่ วันนี้เราจะเพ่งฌานอยู่ผู้เดียว เหมือนกับ นกที่อยู่ในรังในฤดูฝนฉะนั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะพระอานนท์ด้วยพระคาถา ๑ พระคาถา ความว่า เธออย่าห้ามประชาชนเป็นอันมาก ที่พากันมาแต่ ต่างประเทศ ในเมื่อล่วงเวลาเฝ้า เพราะประชุมชนเหล่า นั้นเป็นผู้มุ่งจะฟังธรรม จงเข้ามาหาเราได้ เวลานี้เป็น เวลาที่จะเห็นเรา. พระอานนทเถระจึงกล่าวเป็นคาถาต่อไปว่า พระศาสดาผู้มีจักษุ ทรงประทานโอกาสให้ประชุม ชนที่พากันมาแต่ต่างประเทศ ในเมื่อล่วงเวลาเฝ้า ไม่ ทรงห้าม เมื่อเรายังเป็นพระเสขบุคคลอยู่ ๒๕ ปี กาม- สัญญาไม่เกิดขึ้นเลย เชิญดูความที่ธรรมเป็นธรรมดี เมื่อ
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka