ด้วยบทว่า วนฺเต อหํ อาวมิตุํ น อุสฺสเห ท่านกล่าวว่า เราไม่
สามารถจะจับต้องกามคุณเหล่านั้นที่เราละเสียแล้วอีกด้วยอาการอย่างนี้ คือ
เป็นธรรมชาติอันสละเสียแล้วนั่นแล.
บทว่า สพฺพตฺถ ได้แก่ ในภพทั้งปวง ในกำเนิดทั้งปวง ในคติ
ทั้งปวง และในวิญญาณฐิติทั้งปวง.
บทว่า วโจ กตํ มยา ความว่า ดูก่อนจิตผู้เจริญ เราได้ทำตาม
คำของท่านแล้ว.
เมื่อจะทำอธิบาย บทว่า พหูสุ ชาติสุ น เมสิ โกปิโต ความว่า
ก็เมื่อเราไม่ได้โกรธเคืองท่านในชาติเป็นอันมาก. เราเองมิได้ดูหมิ่นท่าน.
อนึ่ง ความเกิดในภายในแม้เกิดในตน เมื่อท่านกระทำเราให้
ท่องเที่ยวไปในทุกข์สิ้นกาลนาน เพราะท่านเป็นผู้ไม่กตัญญู เพราะฉะนั้น
เราจึงเที่ยวเร่ร่อนไปในสังสารทุกข์ตลอดกาลนาน อันหาเบื้องต้นและที่สุด
รู้ไม่ได้ที่ตนบังเกิด.
บัดนี้ เมื่อจะแสดงความที่กล่าวแล้วโดยสังเขปว่า ท่านกระทำให้เรา
ท่องเที่ยวไปในทุกข์ ตลอดกาลนาน และโดยพิสดารด้วยประเภทแห่งการ
อุบัติ และโดยประเภทแห่งคติ จึงกล่าวว่า ตวญฺเว ดังนี้เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ราชทสิ ตัดเป็น ราชา อสิ ท อักษร
ทำการเชื่อมบท. มีวาจาประกอบความว่า เราเป็นแพศย์และศูทรนั้นก็
เนื่องในกาลบางคราว. เพราะเหตุแห่งท่านนั่นเอง.
บทว่า เทวตฺตนํ วาปิ มีวาจาประกอบความว่า ดูก่อนจิต
ท่านเท่านั้นทำให้เราเป็นเทวดา.
บทว่า วาหสา แปลว่า เพราะความเป็นเหตุ.