มนุษยโลก. ตรัสถามศีรษะต่อไปอีกว่า สัตว์นี้บังเกิดที่ไหน ? เขาทูล
ตอบว่า บังเกิดในเทวโลก รวมความว่า เขาทูลบอกสถานที่ที่สัตว์แม้
ทั้งหลายบังเกิดได้. แต่เขาเอาเล็บเคาะศีรษะของท่านผู้ปรินิพพานไม่เห็น
เบื้องต้น ไม่เห็นที่สุดเลย.
ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสถามเขาว่า วังคีสะ ท่านไม่สามารถหรือ ?
เขากราบทูลว่า ข้าพระองค์ขอใคร่ครวญดูก่อน แม้จะร่ายมนต์ซ้ำ ๆ แล้ว
เคาะ จักรู้ได้อย่างไรถึงคติของพระขีณาสพ ด้วยการงานภายนอก ทีนั้น
เหงื่อก็ไหลออกจากกระหม่อมของเขา เขาละอายใจจึงได้นิ่งอยู่.
ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสถามเขาว่า ลำบากไหม วังคีสะ. วังคีสะ
กราบทูลว่า พระเจ้าข้า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่สามารถ
จะรู้ที่ที่เกิดของท่านผู้นี้ ถ้าพระองค์ทรงทราบ โปรดตรัสบอก. พระศาสดา
ตรัสว่า วังคีสะ เรารู้ข้อนี้ด้วย ทั้งรู้ยิ่งไปกว่านี้ด้วย แล้วได้ตรัสคาถา ๒
คาถานี้ว่า
บุคคลใดรู้แจ้งจุติและอุปบัติของสัตว์ทั้งหลาย โดย
ประการทั้งปวง เรากล่าวบุคคลนั้นผู้ไม่ข้อง ผู้ไปดีแล้ว
ผู้รู้แล้วว่า เป็นพราหมณ์.
เทวดา คนธรรพ์ และมนุษย์ทั้งหลาย ไม่รู้คติของ
บุคคลใด เราเรียกบุคคลนั้น ผู้หมดอาสวะ ผู้เป็นพระ-
อรหันต์ว่า เป็นพราหมณ์.
วังคีสะกราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ถ้าอย่างนั้น ขอจง
ประทานวิชชานั้นแก่ข้าพระองค์ ดังนี้แล้วแสดงความยำเกรงนั่งอยู่ ณ ที่