เป็นต้น เพราะเหตุนั้น จึงมีชื่อว่าอัปปณิหิตวิโมกข์ และมรรคในลำดับ
แห่งวิปัสสนาอันเป็นอัปปณิหิตวิโมกข์นั้น ก็เป็นอัปปหิตวิโมกขมรรค.
ก็ในกาลใด เมื่อวิปัสสนาอันเป็นวุฏฐานคามินี พิจารณาสังขารโดย
อาการเป็นอนัตตา ย่อมมีการออกจากกิเลสด้วยมรรค ในกาลนั้นวิปัสสนา
ย่อมได้ชื่อว่าสุญญตะ เพราะถอนอัตตทิฏฐิ ความเห็นว่าเป็นตัวตน เพราะ
เหตุนั้น จึงได้ชื่อว่าสุญญตวิโมกข์ และมรรคในลำดับแห่งวิปัสสนาอัน
เป็นสุญญตะนั้น ก็ได้ชื่อว่าสุญญตวิโมกขมรรค บรรดาวิโมกข์ ๓ อัน
เป็นอรหัตมรรคนี้ พระเถระเหล่านี้ บางพวกหลุดพ้นด้วยอนิมิตตวิโมกข์,
บางพวกหลุดพ้นด้วยอัปปณิหิตวิโมกข์, บางพวกหลุดพ้นด้วยสุญญต-
วิโมกข์ ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า มี ๓ พวกโดยประการแห่งอนิมิตต-
วิโมกข์เป็นต้น แม้เพราะการบรรลุวิโมกข์ก็มี ๓ พวก.
มี ๔ พวก โดยวิภาคแห่งปฏิปทา. จริงอยู่ ปฏิปทามี ๔ คือทุกข-
ปฏิปทา ทันธาภิญญา ๑ ทุกขปฏิปทา ขิปปาภิญญา ๑ สุขปฏิปทา
ทันธาภิญญา ๑ สุขปฏิปทา ขิปปาภิญญา ๑. ในปฏิปทา ๔ อย่างนั้น
ในการยึดมั่นวิปัสสนาในจิตสันดาน อันมีรูปเป็นประธานเป็นต้น ผู้ใด
มีจิตสันดานยึดมั่นวิปัสสนามีรูปเป็นประธาน กำหนดเอามหาภูตรูป ๔
แล้วกำหนดเอาอุปาทารูป กำหนดอรูป ก็เมื่อกำหนดรูปและอรูป ย่อม
อาจเป็นผู้เหน็ดเหนื่อยกำหนดได้โดยยาก โดยลำบาก สำหรับท่านผู้นั้น
ชื่อว่ามีปฏิปทา คือการปฏิบัติลำบาก. ส่วนสำหรับท่านผู้กำหนดรูปและ
อรูป ย่อมชื่อว่าตรัสรู้ได้ช้า เพราะมรรคปรากฏได้ช้าในการกำหนดอยู่
กับวิปัสสนา.