Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 54 หน้าที่ 45

เล่ม มมร. 54 หน้า 45 ข้อ 420
เนื้อความของคาถาเหล่านั้น มีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. ในเวลาจบคาถา ภิกษุณีอภิรูปนั้นทาบรรลุพระอรหัต เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทานว่า๑ ในพระนครอรุณวดี มีกษัตริย์พระนามว่า อรุณราช หม่อมฉันเป็นมเหสีของท้าวเธอ ประพฤติ ร่วมกัน ในกาลนั้น หม่อนฉันอยู่ในที่ลับนั่งคิดอย่าง นี้ว่า บุญกุศลที่พอจะถือเอาไปได้ เราไม่ได้ทำไว้เลย เราจะต้องตกนรกที่มีความเร่าร้อนมาก ทั้งเผ็ดร้อนร้าย แรงแสนทารุณเป็นแน่ เราไม่สงสัยในเรื่องนี้ ครั้น คิดอย่างนี้แล้วหม่อมฉันทำใจให้ร่าเริงเข้าเฝ้าพระราชา กราบทูลคำนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ หม่อนฉันเป็นหญิง ย่อมติดตามชายทุกเมื่อ ขอพระองค์โปรดประทาน สมณะองค์หนึ่งแก่หม่อมฉัน หม่อมฉันจักให้ท่านฉัน พระเจ้าข้า พระราชาผู้ใหญ่ได้ประทานสมณะผู้อบรม อันทรีย์แล้วแก่หม่อมฉัน หม่อมฉันดีใจรับบาตรของ ท่านเอาภัตตาหารอย่างประณีตใส่จนเต็ม ครั้นแล้วได้ ถวายผ้าคู่หนึ่งซึ่งมีราคาเป็นพันให้ท่านครอง ด้วย กุศลกรรมที่ทำไว้นั้น และด้วยความตั้งใจที่แน่วแน่ หม่อมฉันละร่างกายมนุษย์ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ได้เป็นมเหสีของเทวราชหนึ่งพันองค์ ได้เป็นมเหสี ของพระเจ้าจักรพรรดิหนึ่งพันองค์ และได้เป็นมเหสี ของพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยจะคณานับมิได้ ได้บุญมีอย่างต่าง ๆ เป็นอันมาก ซึ่งเกิดแต่ผลกรรมที่ ๑. ขุ. ๓๓/ข้อ ๑๗๓ และ ๑๗๖ อปปลทายิกาเถรีอปทาน.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka