กล่าวรังเกียจความเป็นไปของพวกหมกมุ่นในกาม เพราะท่านมีจิตคลายกำหนัด
ในกามทั้งหลายแล้วโดยปกติทีเดียว. บทว่า ฉตฺตกํ วาปิ ความว่า แม้ร่ม
ที่ทำเลี้ยงชีพ เราก็ไม่ชอบใจ วาศัพท์มีเนื้อความรวมถึงสิ่งที่ไม่ได้กล่าวไว้
ด้วยวาศัพท์นั้น ท่านรวมถึงผอบและหีบเป็นต้น พระเถรีกล่าวรังเกียจชีวิต
ลำเค็ญ เพราะต้องเอาท่อนไม้ไผ่เป็นต้นทำร่มเป็นต้นทุกวัน.
อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ลมในร่างกายของเราไม่มีประโยชน์พัดไป
แล้วกล่าวเนื้อความว่า ลมในร่างกายของเราเวลาเป็นคฤหัสถ์ ไม่มีประโยชน์
นำมาซึ่งชรา พัดไป แต่อาจารย์พวกอื่นกล่าวเนื้อความว่า ลมแต่ร่างกายของ
เรา ไม่มีประโยชน์และมีกลิ่นเหม็นกว่าของคนอื่น ๆ พัดไป. บทว่า อุกฺขลิกา
เม เทฑฺฑุภํ วาติ ความว่า ภาชนะหุงต้มภัตตาหารของเรามีกลิ่นงูน้ำคลุ้ง
ไป เพราะหมักหมมไว้นานจึงไม่บริสุทธิ์สะอาด ประกอบความว่า เราเป็นผู้
พ้นโดยชอบจากสิ่งนั้น. บทว่า ราคญฺจ อหํ โทสญฺจ วิจฉินฺทนฺตี วิ-
หรามิ ความว่า เราตัดขาดราคะและโทสะซึ่งเป็นกิเลสตัวหัวหน้า ได้แก่
อยู่คือกำจัดพร้อมกับเสียงนี้ ความว่า ละได้เด็ดขาด. เล่ากันว่าพระเถรีนั้น
รังเกียจสามีของตน ตำหนิเสียงท่อนไม้ไผ่แห้งเป็นต้นที่สามีผ่าอยู่ประจำวันจึง
ได้กล่าวการละสามีเท่ากับการละราคะและโทสะ. บทว่า สารุกฺขมูลมุปคมฺม
ความว่า เราคือสุมังคลมารดานั้นเข้าไปยังโคนไม้ที่สงัด. บทว่า สุขโตชฺฌา-
ยามิ ความว่า เราเพ่งว่าเป็นสุข คือเราเข้าสมาบัติตามกาลอันสมควร เสวย
ผลสุขและนิพพานสุข เพ่งอยู่ด้วยการเพ่งผล. ก็บทว่า อโห สุขํ นี้ พระเถรี
กล่าวด้วยอำนาจมนสิการที่เป็นไปภายหลังเข้าสมาบัติ แม้จะกล่าวว่า ด้วย
อำนาจความผูกใจเดิมก็ถูกเหมือนกัน.
จบ อรรถกถาสุมังคลมาตุเถรีคาถา