Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 54 หน้าที่ 172

เล่ม มมร. 54 หน้า 172 ข้อ 447
ติดตัวเจ้าเดี๋ยวนี้. นางกล่าวว่า นายท่าน ข้าพเจ้ามีความผิดอะไรเล่า เขา กล่าวว่า หญิงโง่ ทำไมหนอเจ้าจึงเข้าใจข้าว่ามาทำพลีกรรม ความจริง ข้า มาเพื่อยึดอาภรณ์ของเจ้า โดยอ้างการพลีกรรมต่างหากเล่า. นางกล่าวว่า นายท่าน เครื่องประดับเป็นของใคร ตัวข้าพเจ้าเป็นของใครกันคะ. เขากล่าว ว่า ข้าน่ะ ไม่รู้จักการจำแนกอย่างนี้ดอกนะ. นางกล่าวว่า เอาเถิด นายท่าน ขอท่านโปรดช่วยทำความประสงค์ของข้าพเจ้าอย่างหนึ่งให้เต็มด้วยเถิด โปรด ให้ข้าพเจ้าได้กอดนายท่านทั้งยังแต่งเครื่องประดับอยู่ด้วยนะคะ เขาก็รับคำ. นางรู้ว่าเขารับคำแล้ว ก็ทำประหนึ่งว่า กอดข้างหน้าแล้วกอดข้างหลัง ได้ที ก็ผลักโจรตกเขาขาด โจรนั้น ก็ตกลงแหลกละเอียดเป็นจุรณวิจุรณไป. เทวดา ที่สิงสถิตย์อยู่ที่เขาเห็นเหตุการณ์น่าอัศจรรย์ที่นางทำแล้ว เมื่อจะประกาศความ ที่นางเป็นคนฉลาด จึงได้กล่าวคาถาเหล่านั้นว่า มิใช่แต่บุรุษจะเป็นบัณฑิตได้ในที่ทุกสถาน แม้ สตรีมีปัญญาเห็นประจักษ์ ก็เป็นบัณฑิตได้ในที่นั้น ๆ. มิใช่แต่บุรุษจะเป็นบัณฑิตได้ในที่ทุกสถาน แม้ สตรีที่คิดความได้ฉับพลัน ก็เป็นบัณฑิตได้. ลำดับนั้น นางภัททาคิดว่า โดยวิธีการอย่างนี้เราก็กลับบ้านไม่ได้ จำเราจะไปเสียจากที่นี่แล้วบวชเสียสักอย่าง จึงไปยังอารามของนิครนถ์ ขอ บวชเป็นนิครนถ์. นิครนถ์เหล่านั้น กล่าวกะนางว่า การบรรพชาจะมีได้ด้วย การกำหนดอันไรเล่า. นางกล่าวว่า อันใดเป็นสูงสุดแห่งบรรพชาของท่าน ขอ ท่านโปรดกระทำอันนั้นเถิด. นิครนถ์เหล่านั้นกล่าวว่า ดีละ แล้วก็ช่วยกัน ถอนผมของนางด้วยเสี้ยนตาลใสให้นางบวช. ผมที่งอกขึ้นมาอีก ก็เวียนเป็น ลอนงอกขึ้นมา นับแต่นั้นมา นางก็เกิดมีชื่อว่า กุณฑลเกสา. นางเล่าเรียน
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka