รับคำ กล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น เจ้าจงไปที่อยู่ของเรา นอนคอยเถิด
ให้จิ้งจอกนอนในถ้ำทอง ตนเองคอยดูช้างซับมันอยู่ที่เชิงเขา
แล้วไปที่ประตูถ้ำบอกว่า จิ้งจอกเอ๋ย เชิญแผดเสียงเถิด สุนัข-
จิ้งจอก ออกจากถ้ำทอง สะบัดกาย มองสี่ทิศ หอน ๓ คาบ คิดว่า
เราต้องกระโดดลงตรงกระพองช้างซับมัน พลาดไปตกที่ใกล้
เท้าช้าง ช้างยกเท้าขวาขึ้นเหยียบหัวมัน กระโหลกศีรษะแตก
แหลกเป็นจุณ ทีนั้นช้างก็เอาเท้าคลึงร่างของมันทำเป็นกองไว้
ขี้รดข้างบนแล้ว ร้องก้องโกญจนาทเข้าป่าไป พระโพธิสัตว์
เห็นความเป็นไปนี้ กล่าวว่า จิ้งจอกเอ๋ย คราวนี้ เชิญเจ้าแผดเสียง
ไปเถิด ดังนี้แล้วกล่าวคาถานี้ ความว่า
"มันสมองของเจ้าไหลออกแล้ว กระ-
หม่อมของเจ้าก็ถูกทำลายแล้ว ซี่โครงของเจ้า
หักพังไปหมดแล้ว วันนี้เจ้าช่างรุ่งเรืองแท้"
ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ลสิ แปลว่า มันสมอง.
บทว่า นิปฺผลิตา แปลว่า ไหลออกแล้ว.
พระโพธิสัตว์กล่าวคาถานี้แล้ว ดำรงอยู่ตลอดอายุ แล้วไป
ตามยถากรรม.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุม
ชาดกว่า หมาจิ้งจอกในครั้งนั้นได้มาเป็น เทวทัต ส่วนราชสีห์
ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาวิโรจนชาดกที่ ๓