ฉันนั้น ท่านอันข้าพเจ้าขอแล้ว ขอจงให้
ดอกปทุม.
ชายจมูกแหว่งนั้นโกรธต่อเศรษฐีบุตรนั้น จึงไม่ให้ดอกปทุม.
ลำดับนั้น เศรษฐีบุตรที่ ๒ ได้กล่าวคาถาที่ ๒ ต่อเขาว่า :-
พืชที่เขาเก็บไว้ในสารทกาล คือฤดู
ใบไม้ร่วงหว่านลงในนาย่อมงอกขึ้น ฉันใด
จมูกของท่านจงงอกขึ้น ฉันนั้น ท่านอัน
ข้าพเจ้าขอแล้ว ขอจงให้ดอกปทุม.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สารทิกํ ได้แก่ พืชที่สมบูรณ์
ด้วยเนื้อแท้ อันบุคคลถือเอาในสารทกาล แล้วเก็บไว้.
ชายจมูกแหว่งนั้นโกรธต่อเศรษฐีบุตรคนนั้นก็ไม่ให้ดอกปทุม.
ลำดับนั้น เศรษฐีบุตรคนที่ ๓ กล่าวคาถาที่ ๓ ต่อเขาว่า :-
คนแม้ทั้งสองนั้นพูดเพ้อไปด้วย
คิดว่า ท่านจักให้ดอกปทุมบ้าง คนทั้งสองนั้น
จะพูดหรือไม่พูดก็ตาม จมูกของท่านย่อม
ไม่งอกขึ้น ดูก่อนสหาย ท่านจงให้ดอกปทุม
ท่านอันข้าพเจ้าขอแล้วจงให้ดอกปทุมแก่
ข้าพเจ้าเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุโภปิ วิลปนฺเต เต ความว่า
คนแม้ทั้งสองนั้นพูดเท็จ. บทว่า อปิ ปทุมานิ ความว่า คนทั้งสอง