เมื่อจะทรงแสดงเนื้อความนี้ จึงตรัสคาถาที่ ๑ ว่า :-
พระราชาเมื่อไม่พระราชทานภูเขาด้วย
พระวาจา ชื่อว่าไม่ทรงสละสิ่งที่ควรสละได้
ง่าย เมื่อพระราชานั้นพระราชทานอะไรบ้าง
ก็ชื่อว่าได้พระราชทานภูเขาด้วยพระวาจา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุจชํ วต ความว่า ชื่อว่าไม่
ทรงสละแม้สิ่งที่อาจสละได้โดยง่าย. บทว่า อททํ ได้แก่ ไม่พระ-
ราชทานภูเขาแม้ด้วยสักว่าพระดำรัส. บทว่า กิญฺจิ ตสฺส จชนฺ-
ตสฺส๑ ความว่า เมื่อพระราชานั้นผู้อันเราทูลขอแล้วได้ทรงสละภูเขา
นั้น ชื่อว่าได้ทรงสละอะไรบ้าง. บทว่า วาจาย อททํ๒ ปพฺพตํ
ความว่า ถ้าพระราชานี้อันเราทูลขอแล้วได้พระราชทานภูเขานั้น ซึ่ง
แม้เป็นทองตามคำพูดของเรา ด้วยพระวาจา คือ ได้พระราชทานด้วย
เพียงสักว่าพระดำรัส. พระราชาได้ทรงสดับดังนั้น จึงตรัสคาถาที่ ๒ ว่า :-
บัณฑิตกระทำสิ่งใด พึงพูดสิ่งนั้น ไม่
กระทำสิ่งใด ไม่พึงพูดสิ่งนั้น บัณฑิตทั้งหลาย
ย่อมกำหนดรู้คนที่ไม่ทำดีแต่พูด.
๑. ม. อจชนฺตสฺส. ๒. ม. อทท.