พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า
นางช้างนั้น เป็นกำพร้า ตาบอด ไม่มีผู้นำทาง
คงจะสะดุดตอไม้ล้มลงตรงภูเขาจัณโฑรณะเป็นแน่.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สา นูน สา แปลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า
นางช้างนั้น เป็นกำพร้าแน่นอน. บทว่า กปฺปณิกา ได้แก่ เป็นกำพร้า
เพราะพลัดพรากจากบุตร. บทว่า ขาณุํ ได้แก่ ท่อนไม้ที่โค่นล้มลงในที่นั้น ๆ.
บทว่า ฆฏฺเฏติ ความว่า นางช้างร่ำไรรำพัน จึงได้สะดุดตรงที่นั้น ๆ เป็นแน่.
บทว่า จณฺโฑรณํ ปติ ความว่า นางช้างเดินบ่ายหน้าสู่ภูเขาชื่อว่า จัณโฑรณะ
คร่ำครวญอยู่ที่เชิงเขา.
ลำดับนั้น พระราชาเมื่อจะตรัสถามพระโพธิสัตว์ จึงตรัสคาถาที่ ๕ ว่า
ดูก่อนพญาช้าง นางช้างตาบอดหาผู้นำทางมิได้
คงจะสะดุดตอไม้ล้มลงตรงภูเขาจัณโฑรณะนั้น เป็น
อะไรกับท่านหรือ ?
พระโพธิสัตว์ กล่าวคาถาที่ ๖ ว่า
ข้าแต่พระมหาราชา นางช้างตาบอดไม่มีผู้นำทาง
คงจะสะดุดตอไม้ล้มลงตรงภูเขา ชื่อ จัณโฑรณะนั้น
เป็นมารดาของข้าพระองค์.
พระราชา ทรงสดับเนื้อความแห่งคาถาที่ ๖ นั้น เมื่อจะให้ปล่อยไป
จึงตรัสคาถาที่ ๗ ว่า
พญาช้างนี้ ย่อมเลี้ยงดูมารดา ท่านทั้งหลายจง
ปล่อยพญาช้างนั้นเสียเถิด พญาช้างตัวประเสริฐจงอยู่
ร่วมกับมารดา พร้อมด้วยญาติทั้งหลายเถิด.