ท่านได้จัดทำเปตกิจแก่มารดาบิดาแล้ว ทำการสำรวจทรัพย์อยู่ สดับว่าท่านผู้
ชื่อโน้นสร้างสมบัติไว้เท่านี้ล่วงลับไปแล้ว. ท่านผู้โน้นสร้างสมบัติประมาณ
เท่านี้ล่วงลับไปแล้ว ก็มีใจสลด ดำริว่า ทรัพย์นี้ปรากฏแก่เรา ผู้รวบรวมทรัพย์
หาปรากฏไม่ ทุกคนทิ้งทรัพย์นี้ไปเสียทั้งนั้น. เราก็คงขนเอามันไปไม่ได้ จึง
เรียกน้องสาวมาบอกว่า เธอจงดูแลทรัพย์นี้เถิด. น้องสาวถามว่า ก็พี่มีอัธยาศัย
อย่างไรเล่าพี่. กล่าวว่าฉันอยากจะบวช น้อง. คุณพี่เจ้าคะ ดิฉันไม่ขอน้อมเศียร
รับทรัพย์ที่พี่ถ่มทิ้งไว้แล้ว ดิฉันไม่ต้องการทรัพย์นี้ดอก แม้ดิฉันก็จักบวชบ้าง.
ท่านอำลาพระราชา แล้วให้คนเที่ยวตีกลองร้องประกาศว่า เหล่าชน
ผู้มีความต้องการทรัพย์ จงพากันไปสู่เรือนของท่านอกิตติบัณฑิตเถิด ท่าน
บำเพ็ญมหาทานตลอด ๗ วัน ครั้นยังไม่สิ้นไป ก็ดำริว่า อายุสังขารของเรา
ย่อมเสื่อมไป เราจะมัวรอให้ทรัพย์หมดในรูปทำไมกัน ผู้ต้องการจงพากันถือ
เอาไป แล้วเปิดประตูนิเวศน์ประกาศว่า เราให้หมดเลย เชิญขนไปเถิด ทิ้งเรือน
อันมีเงินทองเสีย พาน้องสาวออกจากพระนครพาราณสีไป ทั้ง ๆ ที่มวลญาติ
พากันร่ำไห้ ท่านออกทางประตูใด ประตูนั้นได้นามว่า ประตูอกิตติ ท่าน
ข้ามแม่น้ำท่าใด แม้ท่านั้นก็ได้นามว่า ท่าอกิตติ ท่านเดินไปได้สองสามโยชน์
ก็สร้างบรรณศาลาในสถานอันน่ารื่นรมย์ แล้วบวชพร้อมกับน้องสาว. ตั้งแต่กาล
ท่านบวช ประชาชนชาวบ้าน ชาวตำบลและราชธานีเป็นอันมากพากันบวช จึง
ได้มีบริวารมาก เกิดลาภสักการะมากเป็นไปเหมือนครั้งพุทธุปบาทกาล.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ดำริว่า ลาภสักการะนี้มีมากนัก ทั้งบริวารของเราก็มี
มากมาย แต่เราควรอยู่ลำพังผู้เดียวเท่านั้น ถึงยามปลอด แม้แต่น้องสาวก็ไม่
บอกให้ทราบ ออกไปลำพังผู้เดียวเท่านั้น ไปถึงแคว้นทมิฬโดยพักอยู่ใน
อุทยานใกล้กับท่ากาจีระ ยังฌานและอภิญญาให้บังเกิดแล้ว. แม้ในที่นั้น ลาภ