ตนเท่านั้น ไม่พึงหน่ายแหนงเลย. บทว่า ยถา อิจฺฉึ ความว่า จริงอยู่ ข้าพเจ้าสิ
ปรารภจะขึ้นจากเหวลึกถึง ๖๐ ศอก ข้าพเจ้านั้นก็เป็นอย่างนั้นได้ คือขึ้นจาก
เหวนั้นได้ทีเดียว. บทว่า อหิตา หิตา จ ความว่า ผัสสะที่เป็นทุกข์ก็มี
ที่เป็นสุขก็มี หมายความว่า ผัสสะเพื่อความตาย (ถูกเข้าตาย) ผัสสะเพื่อความ
เป็นอยู่ (ถูกเข้าเป็น) ดังนี้ก็มี ผัสสะเพื่อความตาย ชื่อว่าไม่เกื้อกูล เป็น
ของเหล่าสัตว์แท้จริง แม้หมู่สัตว์นั้นไม่ใฝ่ฝันคือไม่เคยคิดเลย ผัสสะเพื่อความ
ตายก็จะมาถึงได้. บทว่า อจินฺตมฺปิ ความว่า ข้าพเจ้าไม่เคยคิดเลยว่า จัก
ตกบ่อ ที่ข้าพเจ้าคิดไว้ คือ จักฆ่าละมั่ง แต่บัดนี้สิที่ข้าพเจ้าคิดไว้ก็สลายไป
ที่ไม่ได้คิดเลยนั่นแหละเกิดได้. บทว่า โภคา ความว่า ยศและบริวารเหล่านี้
มิใช่เป็นสิ่งที่สำเร็จแต่ความคิด เหตุนั้น ความเพียรอย่างเดียวที่ผู้มีความรู้ต้อง
กระทำ ด้วยว่าผู้มีความเพียรย่อมเป็นอันกระทำ แม้สิ่งที่ไม่ได้เคยคิดไว้ก็ได้
เหมือนกัน.
เมื่อท้าวเธอกำลังทรงเปล่งพระอุทานอยู่นั่นแหละ อรุณปรากฏ ท่าน
ปุโรหิตมาเฝ้าเพื่อทูลถามสุขไสยาแต่เช้าตรู่ ยืนอยู่ที่พระทวาร ได้ยินเสียง
พระอุทานของท้าวเธอ ดำริว่า เมื่อวานพระราชาเสด็จไปล่าเนื้อ คงจักยิงละมั่ง
นั้นผิด ครั้นถูกพวกอำมาตย์มายั่วเย้า ก็ทรงติดตามละมั่งนั้นด้วยขัตติยมานะ
ว่า จักฆ่าเสีย หิ้วมันมา เลยไปตกเหวลึก ๖๐ ศอก พญาละมั่งมีใจสงสาร
มิได้คิดถึงโทษของพระราชา คงจักช่วยพระราชาขึ้นได้ เห็นจะเป็นด้วยเหตุนั้น
ท้าวเธอจึงทรงเปล่งอุทาน เหตุได้ยินพระอุทานอันมีพยัญชนะบริบูรณ์ของ
พระราชา เหตุการณ์ที่พระราชาและพญาละมั่งกระทำไว้ได้ปรากฏแก่พราหมณ์
เหมือนเงาปรากฏแก่ผู้ส่องหน้าที่กระจกเจียระไนฉะนั้น. ท่านจึงเคาะประตูพระ-
ทวารด้วยเล็บ. พระราชาตรัสถามว่า ใครนั่น. เขากราบทูลว่า ข้าพระองค์