บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุตมญฺโต เม ความว่า ถ้อยคำที่ว่า
เชษฐาภาดาของพระเจ้าสัมภูตะ นามว่า จิตตบัณฑิตนี้ เจ้าได้ยินมาแต่สำนัก
จิตตบัณฑิตคนนั้น ผู้กล่าวอยู่หรือ ? บทว่า โกจิ นํ ความว่า หรือว่าใคร
บอกเนื้อความนี้แก่เจ้าว่า จิตตบัณฑิตผู้พระภาดาของพระเจ้าสัมภูตราชเราเห็น
แล้ว. บทว่า สุคีตา ความว่า คาถานี้เจ้าขับดีแล้ว แม้โดยประการทั้งปวง
เราไม่มีความเคลือบแคลงสงสัยในเพลงขับนี้. บทว่า คามวรํ สตญฺจ ความว่า
พระเจ้าสัมภูตราชตรัสว่า เราจะให้บ้านส่วยร้อยตำบลเป็นรางวัลแก่เจ้า.
ลำดับนั้น กุมารจึงกล่าวคาถาที่ ๕ ความว่า
ข้าพระพุทธเจ้าหาใช่จิตตะไม่ ข้าพระพุทธเจ้า
ฟังคำนี้มาจากคนอื่น และฤาษีได้บอกเนื้อความนี้
แก่ข้าพระพุทธเจ้าแล้วสั่งว่า เจ้าจงไปขับคาถานี้ ตอบ
ถวายพระราชา พระราชาทรงพอพระทัยแล้ว จะพึง
พระราชทานบ้านส่วยให้แก่เจ้าบ้างกระมัง.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอตมตฺถํ ความว่า พระฤาษีรูปหนึ่ง
นั่งอยู่ในพระอุทยานของพระองค์ บอกเนื้อความนี้แก่ข้าพเจ้า.
พระเจ้าสัมภูตราชทรงสดับถ้อยคำนั้นแล้ว ทรงพระดำริว่า ชะรอย
พระดาบสนั้น จักเป็นจิตตบัณฑิตผู้เชษฐภาดาของเรา เราจักไปพบพระเชษฐ-
ภาดาของเรานั้น เมื่อจะตรัสใช้ให้ราชบุรุษเตรียมกระบวน จึงตรัสพระคาถา
สองคาถา ความว่า
ราชบุรุษทั้งหลาย จงเทียมราชรถของเรา
จัดแจงให้ดี ผูกรัดจัดสรรให้งดงามวิจิตร จงผูกรัด
สายประคนมงคลหัตถี นายหัตถาจารย์จงขึ้นประจำคอ