Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 61 หน้าที่ 202

เล่ม มมร. 61 หน้า 202 ข้อ 2207
นั้นแล้ว ติดตามไปจนถึงเมืองพาราณสี ยืนกันแสงอยู่ที่กลางอากาศ ในท่าม กลางบริษัท ณ ประตูพระราชวัง. พระมหาสัตว์กำลังฟ้อนรำถวายพระราชา อยู่นั่นแหละ เหลือบแลดูอากาศ เห็นนางสุมนาเทวีแล้วละอายพระทัยเลื้อย เข้าไปนอนขดในกระโปรงเสีย. ในเวลาที่พระมหาสัตว์ เลื้อยเข้าไปสู่กระโปรง แล้ว พระราชาทรงพระดำริว่า นี่เหตุอะไรกันเล่าหนอ ? จึงทอดพระเนตร แลดูทางโน้นทางนี้ เห็นนางสุมนาเทวียืนอยู่บนอากาศ จึงตรัสคาถาที่ ๑ ความว่า ท่านเป็นใคร งามผ่องใสดุจสายฟ้า และอุปมา เหมือนดาวประจำรุ่ง เราไม่รู้จักท่านว่า เป็นเทวดา หรือคนธรรพ์ หรือเป็นหญิงมนุษย์. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น ตํ มญฺามิ มานุสี ความว่า เรามิได้เข้าใจว่าท่านเป็นหญิงมนุษย์ ท่านควรจะเป็นนางเทพธิดา หรือหญิง คนธรรพ์. บัดนี้ เป็นคาถาโต้ตอบระหว่างราชากับนางสุมนาเทวี (ซึ่งมี ลำดับดังต่อไปนี้) (นางสุมนาทูลว่า) ข้าแต่พระมหาราชา หม่อม- ฉันหาใช่เทพธิดา หรือคนธรรพ์ หรือหญิง- มนุษย์ไม่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันเป็นนาง นาคกัญญา อาศัยเหตุอย่างหนึ่ง จึงได้มาในพระนครนี้. (พระราชาตรัสถามว่า) ดูก่อนนางนาคกัญญา ท่านมีอาการเหมือนคนมีจิตฟั่นเฟือน มีอินทรีย์อัน เศร้าหมอง ดวงเนตรของท่านไหลนองไปด้วยหยาด-
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka