Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 61 หน้าที่ 304

เล่ม มมร. 61 หน้า 304 ข้อ 2291
ผลไม้อื่น ๆ เพราติดรส จึงตั้งใจว่า จักฉันเฉพาะผลมะม่วงสุกชนิดนั้น จึง ไปนั่งคอยดูอยู่ที่ริมแม่น้ำ ตกลงใจว่า ถ้าไม่ได้ผลมะม่วงสุกจักไม่ยอมลุกขึ้น. ดาบสนั้นไม่ยอมขบฉัน สู้นั่งคอยดูผลมะม่วงอยู่ที่ริมน้ำนั้นถึง ๖ วัน จน ร่างกายซูบซีดเพราะลมและแดดแผดเผา ครั้นถึงวันที่เจ็ด นางเทพธิดาผู้รักษา แม่น้ำ พิจารณาดูรู้เหตุนั้น แล้วคิดว่า พระดาบสผู้นี้เป็นผู้ตกอยู่ในอำนาจของ ความอยาก สู้อดอาหารถึง ๗ วัน มานั่งคอยดูแม่น้ำคงคา การที่เราจะไม่ ถวายผลมะม่วงสุกแก่ดาบสนี้ไม่สมควรเลย เมื่อดาบสนี้ไม่ได้ผลมะม่วงสุกคง จักมรณภาพ เราจักถวายแก่ท่าน จึงมายืนบนอากาศเหนือแม่น้ำคงคา เมื่อจะ สนทนากับดาบสนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ความว่า ดูก่อนพราหมณ์ ท่านมีความพอใจอะไร ประสงค์ อะไร ปรารถนาอะไร แสวงหาอะไร จึงมานั่งอยู่แต่ ผู้เดียวในเวลาร้อน เพราะเหตุไร ท่านจึงมานั่งดูแม่น้ำ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฉนฺโท ได้แก่ อัธยาศัย. บทว่า อธิปฺปาโย ได้แก่ ความคิด. บทว่า สมฺมสิ ความว่า ท่านปรารถนา (อะไร) ? บทว่า ฆมฺมนิ แปลว่า ในฤดูร้อน. บทว่า เอสํ แปลว่า แสวงหา. นางเทพธิดากล่าวเรียกดาบสนั้นว่า " พราหมณ์ " เพราะบวชแล้ว. ท่านอธิบายไว้ว่า ดูก่อนพราหมณ์ ท่านประสงค์อะไร คิดถึงอะไร ปรารถนา อะไร แสวงหาอะไร เพราะต้องการอะไร ท่านจึงมาแลดูแม่น้ำอยู่ที่ฝั่งคงคานี้. พระดาบสได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถา ๑๐ คาถา ความว่า หม้อน้ำใหญ่ มีรูปทรงงดงามฉันใด ผลมะม่วง สุกอันมีสีกลีบและรสดีเยี่ยม ก็มีอุปไมยฉันนั้น. เราได้เห็นผลมะม่วงนั้น อันกระแสน้ำพัดลอย มาท่ามกลางแม่น้ำ จึงได้หยิบเอามาเก็บไว้ในเรือนไฟ.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka