Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 61 หน้าที่ 316

เล่ม มมร. 61 หน้า 316 ข้อ 2291
บทว่า ปลาลขลสนฺนิภา ความว่า มีผลดกเช่นกับ ฟ่อนฟาง ข้าวสาลี เพราะสั่งสมไปด้วยช่อเเละดอก. บทว่า ปกฺกตาลวิลมฺพิโน ความ ว่า นางเทพธิดาพรรณนาถึงสวนอัมพวันว่า มีผลตาลสุกห้อยย้อยอยู่ไสว และ ต้นไม้เห็นปานนี้ มีอยู่ในสวนอัมพวันนี้. ก็แหละครั้นนางเทพธิดาพรรณนาแล้ว พาพระดาบสมาในสวนอัมพ- วัน แล้วสั่งว่า ท่านโปรดขบฉันผลมะม่วงทั้งหลาย ยังความอยากของตน ให้เต็มบริบูรณ์ ในสวนอัมพวันนี้ แล้วหลีกไป ครั้นพระดาบส ขบฉันผล มะม่วงจนอิ่มสมอยากแล้ว พักผ่อนแล้ว จึงเที่ยวไปในสวนอัมพวัน พบเห็น เปรตนั้นกำลังเสวยทุกข์ (แต่) ไม่สามารถจะพูดอะไรได้ แต่เมื่อพระอาทิตย์ อัสดงแล้ว เห็นเปรตนั้น มีหญิงฟ้อนแวดล้อมบำเรอ เสวยทิพยสมบัติอยู่ จึงกล่าวคาถา ๓ คาถา ความว่า ท่านทรงทิพมาลา ผ้าโพกศีรษะ และเครื่อง อาภรณ์ล้วนแต่เป็นทิพย์ มีทองต้นแขน ลูบไล้ด้วย จุรณจันทน์ กลางคืนมีหญิง๑๖,๐๐๐คน เป็นปริจาริกา บำเรอท่านอยู่ แต่กลางวันต้องเสวยทุกขเวทนา. หญิงเหล่านี้ได้เป็นปริจาริกาของท่าน มีถึง ๑๖,๐๐๐นาง ท่านมีอานุภาพมากอย่างนี้ ไม่เคยมีใน มนุษยโลก น่าขนพองสยองเกล้า. ในปุริมภพ ท่านทําบาปกรรมอะไรไว้ จึงต้อง นำทุกขเวทนามาสู่ตน ท่านทำกรรมอะไรไว้ในมนุษย- โลก จึงต้องเคี้ยวกินเนื้อหลังของตนเองในบัดนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มาลี แปลว่า ผู้ทรงมาลาทิพย์. บทว่า ติรีฏิ แปลว่า ผู้ทรงผ้าโพกอันเป็นทิพย์. บทว่า กายุรี แปลว่า ประดับ
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka