Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 62 หน้าที่ 71

เล่ม มมร. 62 หน้า 71 ข้อ 51
มีกามเป็นเหตุแล้ว จักฆ่าตนเสีย. บทว่า มยฺห สตึ ได้แก่ อันเป็นของมี อยู่แก่ข้าพระองค์. ปาฐะว่า มยฺห สติ ดังนี้ก็มี อธิบายว่า พระองค์ทรง สำคัญอยู่อย่างนี้ว่า นางอุมมาทันตีนั้นเป็นของข้าพระองค์ ถ้าพระองค์ไม่ทรง ปรารถนานางแล้วไซร้. บทว่า สพฺพชนสฺส ความว่า ข้าพระองค์จักให้ เสนาทั้งหมดประชุมกันแล้ว สละแก่ชนทั้งหมดนั้นว่า หญิงคนนี้ไม่เป็นประ- โยชน์แก่เราเลย ดังนี้ . บทว่า ตโต อวฺหเยสิ ความว่า พระองค์พึงนำ นางมาจากที่นั้นเถิด เพราะไม่มีใครหวงแหน. บทว่า อทูสิยํ ได้แก่ ผู้ไม่ มีความผิด. พระราชาตรัสเรียกอภิปารกเสนาบดีนั้นโดยชื่ออื่นอีกว่า กัตตะ ดังนี้ ด้วยว่าอภิปารกเสนาบดีนั้น ย่อมทำประโยชน์เกื้อกูลแด่พระราชา เพราะฉะนั้น จึงเรียกกันว่า กัตตะ. บทว่า น จาปิ ตฺยสฺส ความว่า แม้ คนฝ่ายตรงกันข้ามใคร ๆ ในพระนคร ไม่พึงมีแก่ท่านว่า เสนาบดีทำการอัน ไม่ใช่หน้าที่. บทว่า นินฺทํ ความว่า อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า จะมีคำ ค่อนว่าอย่างเดียวเท่านั้นก็หาไม่ หากแม้ใคร ๆ จักนินทาหรือสรรเสริญข้าพระ- องค์ต่อหน้าก็ตาม จักยกโทษขึ้นติเตียนก็ตาม ข้าพระองค์จักอดกลั้นคำนินทา คำสรรเสริญ และคำติเตียนนั้นทั้งหมด จงมาตกอยู่แก่ข้าพระองค์เถิด. บทว่า ตมฺหา ความว่า ผู้ใดไม่ถือเอาคำนินทาเป็นต้นเหล่านี้ สิริคืออิสริยยศ และ ลักขีคือปัญญา ย่อมไปปราศจากบุรุษนั้น คือ ย่อมตั้งอยู่ไม่ได้ เหมือนน้ำ คือนำฝนไหลลงจากที่ดอน ฉะนั้น. บทว่า อิโต ความว่า จากเหตุที่ข้า- พระองค์ได้เสียสละนางแล้วนี้. บทว่า ธมฺมาติสารญฺจ ความว่า สิ่งใดสิ่ง หนึ่งที่เป็นอกุศลธรรม เป็นไปล่วงพ้นธรรมมีอยู่. บทว่า ปฏิจฺฉิสฺสามิ แปลว่า จักรับเอาเฉพาะ. บทว่า ถาวรานํ ตสานํ ความว่า อภิปารกเสนาบดี ย่อมแสดงว่า มหาปฐพีจะไม่ยอมรับสิ่งใด ๆ ของพระขีณาสพทั้งหลาย และ ของปูถุชนทั้งหลาย ก็หาไม่ คือย่อมอดกลั้นสิ่งทั้งหมดได้ ฉันใด แม้ข้า-
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka