Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 62 หน้าที่ 256

เล่ม มมร. 62 หน้า 256 ข้อ 133
นกกระเรียนในระหว่างทาง จึงได้มาเสียในที่นี้. บทว่า หสิสติ แปลว่า ร้องดังก้อง. บทว่า กุมาโร ได้แก่ กุมารคนธรรพ์นักฟ้อนรำ ซึ่งศึกษา ชำนาญดีแล้ว. บทว่า อุปโรทติ ได้แก่ ถือเอาดนตรีชนิดต่าง ๆ แล้วทำ การขับร้อง. บทว่า โกกิลาภินิกุชฺชิเต ความว่า ในตระกูลแห่งพระเจ้า- กุสราช มีพวกนกกาเหว่าทั้งหลายร้องระงมอยู่ ประหนึ่งเซ็งแซ่ไปด้วยการ บำรุงบำเรอด้วยการฟ้อนรำขับร้องประโคม อันเป็นไปตลอดเวลาเย็น และ เวลาเช้า. พระเทวีนั้น ทรงเจรจากับพระนางประภาวดี ด้วยคาถามีประมาณ เท่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล้ว จึงทรงดำริว่า ถ้าในวันนี้ พระเจ้ากุสราชผู้เป็น จอมแห่งชน พึงประทับอยู่ในที่นี้ไซร้ ก็จะทรงออกตีพระราชาทั้ง ๗ พระนคร เหล่านี้ ให้แตกหนีไป พึ่งเปลื้องเสียซึ่งพระลูกของเรา ให้พ้นจากความทุกข์ แล้ว พึงพาลูกของเรากลับไป แล้วตรัสคาถาว่า พระเจ้ากุสราชพระองค์ใด ผู้มีพระปรีชาอย่าง ยอดเยี่ยม ผู้ย่ำยีกษัตริย์ทั้ง ๗ พระนคร ทรงปราบปราม แคว้นอื่นให้พ่ายแพ้ พึงทรงปลดเปลื้องเราทั้งหลาย ให้พ้นจากทุกข์ได้ พระเจ้ากุสราชพระองค์นั้น ประทับ อยู่ที่ไหนหนอ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โสฬารปญฺาโณ ได้เก่ ผู้มีปัญญายิ่ง. ในลำดับนั้น พระนางประกาศจึงทรงดำริว่า เมื่อมารดาของเรา พรรณนาคุณของพระเจ้ากุสราชอยู่ ปากย่อมไม่เพียงพอ เราจักบอกว่าพระเจ้า กุสราชนั้นทรงทำการงาน ในหน้าที่พนักงานห้องเครื่องต้น ประทับอยู่ในที่นี้ นั่นแหละ แด่พระมารดานั้นก่อน จึงทูลเป็นคาถาว่า
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka