Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 62 หน้าที่ 322

เล่ม มมร. 62 หน้า 322 ข้อ 162
พึงเป็นผู้ประพฤติเสมอในที่ทั้งหมดทีเดียว. บทว่า เอเต จ สงฺคหา นาสฺสุ ความว่า ถ้าว่าสังคหวัตถุทั้ง ๔ ประการเหล่านั้น จะไม่พึงมีไซร้. บทว่า สมเปกฺขนฺติ ความว่า บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมเล็งเห็นโดยนัย โดยเหตุ โดยชอบ. บทว่า มหตฺตํ แปลว่า ความเป็นผู้ประเสริฐ. บทว่า พฺรหฺมา ได้แก่ มารดาบิดาทั้งหลาย เป็นผู้สูงสุด เป็นผู้ประเสริฐสุด เสมอด้วยพระ- พรหมของพวกบุตร. บทว่า ปุพฺพาจริยา ได้แก่ เป็นอาจารย์คนแรก. บทว่า อาหุเนยฺยา ได้แก่ เป็นผู้ควรรับของคำนับ คือเป็นผู้สมควรแก่สักการะ ทุกอย่าง บทว่า อนฺเนน อโถ ได้แก่ ทั้งข้าว ทั้งน้ำ. บทว่า เปจฺจ ความว่า ในที่สุดแห่งการทำกาลกิริยา (ตาย) บุตรนั้นไปจากโลกนี้แล้ว ย่อม บันเทิงอยู่ในโลกสวรรค์. พระมหาสัตว์ ได้แสดงพระธรรมเทศนาจบลง ประดุจว่าพลิกภูเขา สิเนรุขึ้น ด้วยประการฉะนี้. พระราชาเหล่านั้น และหมู่พลนิกายแม้ทั้งหมด ได้สดับพระธรรมเทศนานั้นแล้ว ต่างก็พากันเลื่อมใสแล้ว. ลำดับนั้น พระ- มหาสัตว์ จึงแนะนำพระราชาเหล่านั้น ให้ตั้งอยู่ในศีลห้า แล้วสั่งสอนว่า ขอ มหาบพิตรทั้งหลาย จงเป็นผู้ไม่ประมาทในบุญมีทานเป็นต้นเถิด แล้วส่งเสด็จ พระราชาเหล่านั้นกลับไป. พระราชาเหล่านั้นแม้ทั้งหมด ทรงปกครองราช สมบัติโดยธรรม ในเวลาสิ้นพระชนมายุ ก็ทรงกระทำเทพนครให้เต็ม. โสณบัณฑิต และนันทบัณฑิตดาบส ๒ พี่น้อง ได้ปฏิบัติบำรุงมารดาบิดา ตราบจนถึงสิ้นอายุ ก็ได้ไปบังเกิดในพรหมโลก. พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประกาศ สัจจะทั้งหลาย ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้เลี้ยงมารดาบิดาได้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka