Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 62 หน้าที่ 684

เล่ม มมร. 62 หน้า 684 ข้อ 393
คำว่า จับได้ทั้งเป็น ในคาถานั้นมีอธิบายว่า จับได้ทั้งกำลังที่มีชีวิต อยู่. คำว่า เช่นนั้น คือบุรพกิจเห็นปานนั้นที่เขากระทำไว้แล้ว. คำว่า บุรพกิจ หมายถึงอุปการะซึ่งมีมาแล้วในกาลก่อน พระเจ้าสุตโสมทรงเรียก พระบิดาว่า พระทูลกระหม่อมผู้เป็นจอมประชาชน. พระเจ้าสุตโสมทูลอนุศาสน์พระราชมารดาบิดาแล้ว กราบทูลต่อไปว่า ขอพระราชมารดาบิดาอย่าได้วิตกถึงข้าพระองค์เลย ข้าพระองค์มีกัลยาณธรรม ได้กระทำไว้แล้ว ความเป็นอิสระในฉกามาวจร ของข้าพระองค์ไม่เป็นผล ที่จะพึงได้ด้วยยาก แล้วถวายบังคมพระราชมารดาบิดาทูลลาแล้ว ตรัสสั่งชน อื่น ๆ ที่เหลือแล้วเสด็จไป. พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า พระโพธิสัตว์ ถวายบังคมพระราชบิดาและพระ- ราชมารดา ตรัสสั่งชาวนิคมและพลนิกรแล้ว พระองค์ เป็นผู้ตรัสคำสัตย์ รักษาความสัตย์ ได้เสด็จไปยังสำนัก ของโปริสาทแล้ว. คำว่า รักษาความสัตย์ ในคาถานั้น มีอธิบายว่า พระโพธิสัตย์ ทรงรักษาคำสัตย์อย่างมั่นคง ได้เสด็จไปแล้ว. พระอรรถกถาจารย์พรรณนาว่า ในคืนนั้นพระโพธิสัตว์ประทับอยู่ใน พระราชนิเวศน์ รุ่งขึ้นเข้าพอได้อรุณก็ถวายบังคมลาพระราชมารดาพระราช บิดา ตรัสสั่งนิกรชนทั่วกันแล้ว อันมหาชนมีพวกฝ่ายในเป็นต้น มีหน้า นองด้วยน้ำตา คร่ำครวญอยู่เซ็งแซ่ พากันไปส่งเสด็จ พระองค์เสด็จ ออกจากพระนคร เมื่อไม่อาจให้มิตรชนเหล่านั้นกลับได้ จึงทำขีดขวาง ด้วยท่อนไม้ในหนทางให้ตรัสว่า ถ้ามีความรักใครในเรา อย่าล่วงขีดนี้มา
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka