Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 62 หน้าที่ 695

เล่ม มมร. 62 หน้า 695 ข้อ 393
การสมาคมกับอสัตบุรุษแม้มากครั้ง ก็รักษาไม่ได้ พึงคบกับสัตบุรุษ พึงทำความสนิทสนมกับสัตบุรุษ เพราะรู้สัทธรรมของสัตบุรุษ ย่อมมีความเจริญไม่มี ความเสื่อม. ราชรถที่เขาทำให้วิจิตรเป็นอย่างดี ยังคร่ำคร่า ได้แล แม่สรีระก็เข้าถึงความชราได้เหมือนกัน ส่วน ธรรมของสัตบุรุษ ย่อมไม่เข้าถึงความชรา สัตบุรุษ สัตบุรุษด้วยกันนั่นแลย่อมรู้กันได้. ฟ้าและแผ่นดินไกลกัน ฝั่งข้างโน้นของมหา สมุทร เขาก็กล่าวว่าไกลกัน ดูก่อนพระราชา ธรรม ของสัตบุรุษและของอสัตบุรุษ ท่านก็กล่าวว่าไกลกัน ยิ่งกว่านั้นอีก. เมื่อเจ้าโปริสาทคิดอยู่ว่า คาถาทีพระโพธิสัตว์ตรัสนั้น เป็นประหนึ่งว่า พระสัพพัญญูพุทธเจ้าตรัสแล้ว เพราะตรัสไว้ไพเราะ ทั้งพระองค์เป็นบัณฑิต ด้วย สรีระทั้งสิ้นก็เต็มไปด้วยปีติ มีวรรณะ ๕ ประการ เธอได้เป็น ผู้มีจิตอ่อนในพระโพธิสัตว์ สำคัญพระโพธิสัตว์เป็นดุจพระชนกผู้ประทาน เศวตฉัตร ฉะนั้น เธอดำริว่า เราไม่เห็นเงินทองอะไร ๆ ที่จะพึงถวายพระเจ้า สุตโสมได้ แต่เราจะถวายพระพรคาถาละพร แล้วกล่าวคาถาว่า ข้าแต่พระสหาย ผู้เป็นจอมประชาชน คาถา เหล่านี้มีประโยชน์ มีพยัญชนะดี พระองค์ตรัสไพเราะ ข้าพเจ้าได้สดับแล้วเพลิดเพลินปลื้มใจ ชื่นชม อิ่มใจ ข้าพเจ้าขอถวายพระพร ๔ อย่างแด่พระองค์.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka